การส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติถือเป็น list of international school in Bangkok ทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกน้อยมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยมในทุกทักษะ ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน รวมทั้งไม่รู้สึกเขินอายเวลาสื่อสารกับชาวต่างชาติ เพราะถึงแม้ว่าโรงเรียนทั่วไปและโรงเรียนหลักสูตรสองภาษาในประเทศไทยจะมีการบรรจุวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาบังคับในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมานานหลายสิบปี แต่ก็ต้องยอมรับว่าเด็กไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังคงมีทักษะภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งยังไม่ได้สื่อสารกับชาวต่างชาติโดยตรง ทำให้ทักษะภาษาอังกฤษไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อการเรียนในระดับที่สูงขึ้นและการทำงานในอนาคต ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจอยู่ว่าจะส่งลูกหลานเข้าศึกษาโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนไหนดีนั้น เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินเรื่องราวของ a level หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีเฉพาะในโรงเรียนนานาชาติบ้างโรงเรียนเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่เข้าใจว่า a level คืออะไร เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนแบบไหน เหมาะสมกับเด็กไทยหรือไม่ และดีอย่างไร ดังนั้นวันนี้เราจึงมี 5 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ หลักสูตรนี้ มาฝาก รับรองว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนจะเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน

 

1.หลักสูตร a level (The General Certificate of Education Advanced Level Certificate) หรือที่หลายคนอาจรู้จักกันในชื่อหลักสูตร Sixth-form เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนใน 2 ปีสุดท้ายของระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือในปี Year 12-13 หากเปรียบกับโรงเรียนมัธยมศึกษาของประเทศไทยก็จะเทียบเท่ากับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 แต่ความพิเศษของหลักสูตรนั้นก็คือเป็นหลักสูตรการศึกษาที่ได้พบเฉพาะโรงเรียนมัธยมศึกษาของประเทศในเครือสหราชอาณาจักรและโรงเรียนนานาชาติที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษเท่านั้น โดยทุกโรงเรียนทั่วโลกที่ใช้หลักสูตรนี้จะมีเกณฑ์มาตรฐานและใช้ข้อสอบชุดเดียวกันในการประเมินผลการศึกษาที่สามารถนำไปใช้ในการเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

 

2.ก่อนการเข้าเรียนในหลักสูตร a level นักเรียนในระดับ Year 10 -11 จะต้องเข้าเรียนในโปรแกรม IGCSE หรือ The General Certificate of Secondary Education เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าศึกษาต่อในระดับ a level โดยนักเรียนต้องเรียนวิชาบังคับจำนวน 3 วิชา ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นจะเป็นวิชาเลือกจำนวน 4 วิชา จากวิชาต่าง ๆ ที่มีให้เลือก เช่น วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ วิชาประวัติศาสตร์ วิชาดนตรี วิชาศิลปะ วิชาศิลปะ วิชาบริหารธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งเมื่อจบการเรียนในโปรแกรม IGCSE นักเรียนต้องสอบวัดผลการศึกษาในวิชาที่เลือกเรียน โดยมีผลการประเมินมีทั้งสิ้น 7 ระดับ ตั้งแต่ A-G นักเรียนที่จะเข้าเรียนต่อในระดับ a level ได้นั้นต้องสอบผ่านที่ตั้งแต่ระดับ C ขึ้นไปในทุกวิชาที่เลือกเรียน

 

3.นักเรียนหลักสูตร a level ไม่จำเป็นต้องเรียนหลายวิชา แต่สามารถเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจและความถนัดจำนวน 3-4 วิชาจากวิชาต่าง ๆ ที่โรงเรียนเปิดทำการสอนเท่านั้น แต่การเรียนการสอนจะเป็นการเรียนแบบเข้มข้น ลงลึก ในวิชานั้น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งรายวิชาที่นักเรียนเลือกส่วนใหญ่มักจะสอดคล้องกับคณะที่ต้องการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เช่น หากอยากศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ตามหลักเกณฑ์คัดเลือกของมหาวิทยาลัยนักเรียนจำเป็นต้องลงเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับสาขาอิเล็กทรอนิกส์ อย่างวิชาฟิสิกส์ วิชาเคมี หรือวิชาชีววิทยา เพื่อนำคะแนนสอบ a level ไปยื่นกับมหาวิทยาลัย

 

4.การประเมินการศึกษาในหลักสูตร a level จะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ A* A B C D E โดยนักเรียนสามารถนำการวัดผลที่ได้ไปใช้ยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของประเทศในเครือสหราชอาณาจักรได้ทันที ซึ่งแต่ละคณะจะกำหนดระดับเกรดที่ต้องการไว้อย่างชัดเจน เช่น สาขาวิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ต้องการผลการสอบ a level ระดับ A*AA โดยวิชาที่ต้อง A* คือ วิชาคณิตศาสตร์หรือวิชาวิทยาศาสตร์เท่านั้น ส่วนอีกสองวิชาเป็นวิชาใดก็ได้แต่ต้องได้ผลการสอบระดับ A ในขณะที่สาขาวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดไม่ได้กำหนดวิชาที่ใช้ยื่น แต่กำหนดผลการสอบในระดับ a level ต้องได้ A ขึ้นไปทั้ง 3 วิชา จึงจะสามารถเข้าเรียนในสาขานี้ได้

 

5.ข้อได้เปรียบของการเรียนหลักสูตร a level คือ นักเรียนสามารถนำคะแนนสอบ a level ไปใช้ในยื่นเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศเครือของสหราชอาณาจักร ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องยื่นผลสอบ SAT นอกจากนั้นยังไม่ต้องลงเรียนปรับพื้นฐานอีก 1 ปีให้เสียเวลา อีกทั้งในยังสามารถนำผลการสอบ a level ในบ้างวิชาไปเทียบเกรดของมหาวิทยาลัยได้ทันที แต่หากไม่ได้ต้องการศึกษาต่อมหาวิทยาลัยของประเทศในเครือสหราชอาณาจักรก็ยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปสอบ SAT เพื่อเข้าเรียนต่อในสถานศึกษาที่ต้องการได้เช่นกัน เนื่องจากเนื้อหาการเรียนในระดับ a level นั้นเข้มข้นและเทียบเท่ามาตรฐานการเรียนในระดับปริญญาตรี

 

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 5 ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร a level ที่เรานำมาฝาก สำหรับโรงเรียนที่มีหลักสูตร a level ในประเทศไทยที่ได้มาตรฐานในทุก ๆ ด้านนั้นก็ขอยกตัวอย่างเป็น โรงเรียนนานาชาติ Bangkok Prep เพราะโรงเรียนแห่งนี้เป็นหนึ่งเดียวที่เปิดสอนหลักสูตรมาตรฐานของประเทศอังกฤษตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาและมีการเรียนการสอนหลักสูตร a level ซึ่งหากถามว่าโรงเรียนนานาชาติ Bangkok Prep ก็ต้องบอกว่าด้วยหลักสูตรการศึกษาที่มีการวางพื้นฐานอย่างดีตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลของโรงเรียนนานาชาติ Bangkok Prep จะทำให้เด็ก ๆ สามารถปรับตัวเข้ากับการเรียนการสอนที่เข้มข้นของหลักสูตร a level ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นนักเรียนในระดับ a level ยังได้รับสิทธิ์พิเศษในการใช้พื้นที่ส่วนกลางพิเศษหรือ Sixth-form Center นอกเหนือจากการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในโรงเรียน โดยในส่วนนี้จะมีทั้งห้องเรียน ห้องครัว บริเวณสำหรับทำงานกลุ่มและอ่านหนังสือร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับการอนุญาตให้แต่งกายชุดสุภาพมาเรียนได้ โดยไม่ต้องสวมชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนเหมือนนักเรียนในระดับชั้นอื่น ๆ ด้วย เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ Bangkok Prep เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับนักเรียนหลักสูตร a level

Hits: 9

Shares
Share This