วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 63,671 ล้านบาท

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) สรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยประจำวันนี้ มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งวันอยู่ที่ 63,671 ล้านบาท ด้านประเภทของนักลงทุน ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด 2 อันดับแรก คือ 1. กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซื้อสุทธิ 11,308 ล้านบาท 2. กลุ่มบริษัทประกันภัย ซื้อสุทธิ 942 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 5,956 ล้านบาท Yield พันธบัตรอายุ 5 ปี ปิดที่ 0.73% ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อวาน

ภาพรวมของตลาดในวันนี้

Yield Curve เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า สำหรับกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติวันนี้ NET INFLOW 5,956 ล้านบาท โดยเกิดจาก NET BUY 5,956 ล้านบาท และไม่มีตราสารหนี้ที่ถือครองโดย นักลงทุนต่างชาติหมดอายุ (Expired) ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มี NET SELL ของ นักลงทุนต่างชาติ 2,095 ล้านบาท ด้านปัจจัยต่างประเทศ สหภาพยุโรปรายงานตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือน ธ.ค. 63 อยู่ที่ระดับ -0.3% (YoY) เท่ากับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ตลาดติดตามการประชุม ECB และผลการประชุม BoJ ในวันพรุ่งนี้

สรุปภาวะการซื้อขายตราสารหนี้

ตลาดตราสารหนี้ไทย 20-01-2021 %Change

มูลค่าการซื้อขาย 63,670.64 ลบ.

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 3 เดือน 0.32 % +0.01 %

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 1 ปี 0.40 % 0.00 %

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี 0.73 % 0.00 %

มูลค่าการซื้อขายแบบ Outright (แยกตามประเภทตราสาร)

ประเภทตราสาร ล้านบาท %Change

ตั๋วเงินคลัง 870.70 -72 %

พันธบัตรรัฐบาล 32,301.23 +243 %

ตั๋วสัญญาใช้เงินรัฐบาล 0.00 n/a

พันธบัตร ธปท. 27,724.38 -58 %

พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 207.98 -71 %

หุ้นกู้เอกชน 2,465.49 -22 %

พันธบัตรต่างประเทศ 0.00 n/a

สกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุด

Hits: 3

Total 0 Votes
0%

ดัชนีตลาดหุ้นจีนทำสถิติสูงสุดในรอบ 13 ปี

ดัชนีตลาดหุ้นจีนทำสถิติสูงสุดในรอบ 13 ปี จากปัจจัยเศรษฐกิจฟื้นตัวหลัง COVID-19 และเงินทุนไหลเข้า

ดัชนี CSI 300 ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศจีน วันนี้ได้ทำสถิติใหม่ที่ 5,368.51 เพิ่มขึ้นถึง 1.91% โดยการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นจีนครั้งนี้ถือว่าสูงสุดในรอบ 13 ปี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนทำสถิติสูงสุดใหม่มาจากเรื่องของการฟื้นตัวจากการแพร่ระบาด COVID-19 รวมไปถึงเงินทุนไหลเข้าจีน

สำหรับดัชนี CSI 300 นั้นรวบรวมหุ้นที่มีมูลค่าบริษัทใหญ่สุด 300 ตัวจากทั้งตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ซึ่งหุ้นที่มีน้ำหนักในดัชนีนี้มากสุดคือ Kweichow Moutai ผู้ผลิตเหล้าจีนเหมาไถ

ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลกจากปริมาณเม็ดเงินที่ไหลเข้าในช่วงทีผ่านมา จากการเปิดเสรีด้านการลงทุนของรัฐบาลจีนให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นจีนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงได้ และยังรวมถึงรัฐบาลจีนได้เปิดเสรีภาคการเงินมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ตลาดหุ้นจีนเองยังได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจากหลัง COVID-19 โดยคาดว่าปี 2021 นี้เศรษฐกิจจีนอาจโตได้มากกว่า 7.5% ขณะที่ตัวเลขภาคการผลิตของจีนเองก็เติบโตมากขึ้นกว่าในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 แล้ว

นอกจากนี้ตลาดหุ้นจีนเองยังเปลี่ยนไปจากปี 2015 ที่เกิดฟองสบู่ขึ้นจากนักลงทุนรายย่อย แม้ว่าสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยเองจะยังมากอยู่ก็ตาม แต่การเข้ามาของสถาบันการเงินต่างประเทศ เช่น กองทุน บริษัทประกัน ฯลฯ ที่สนใจลงทุนบริษัทจีน เนื่องจากนวัตกรรมที่แตกต่างจากที่อื่น มูลค่าหุ้นที่ยังถือว่าถูก

รวมไปถึงบริษัทเทคโนโลยีจีนเองที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจาก Old Economy ที่เน้นธุรกิจแบบเก่า เช่น พลังงาน ธนาคาร ไปสู่ New Economy ที่เน้นภาคการบริการ เทคโนโลยีมากขึ้น จะเห็นได้จากการเข้ามา IPO ของบริษัทเทคโนโลยีจีนที่เพิ่มมากขึ้น

โดยนักวิเคราะห์ของ Citi คาดว่าดัชนี CSI 300 นั้นสิ้นปี 2021 จะอยู่ที่ 5,525 จุด ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley เองคาดว่าจะอยู่ที่ 5,570 จุด

ที่เกี่ยวข้อง: ซื้อทองเก็บไว้ดีไหม

Hits: 5

Total 0 Votes
0%

สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (9 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอาจเผชิญกับความล่าช้าและไม่แน่นอน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นเฟซบุ๊กที่ดิ่งลงหลังจากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐยื่นฟ้องเฟซบุ๊กในข้อหาผูกขาดตลาด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,068.81 จุด ลดลง 105.07 จุด หรือ -0.35% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,672.82 จุด ลดลง 29.43 จุด หรือ -0.79% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,338.95 จุด ลดลง 243.82 จุด หรือ -1.94%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (9 ธ.ค.) ขานรับข่าวอังกฤษเริ่มโครงการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครั้งใหญ่ให้แก่ประชาชน ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ

ดัชนี Stoxx Europe 600 เพิ่มขึ้น 0.6% ปิดที่ 369.11 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (9 ธ.ค.) ขานรับข่าวอังกฤษเริ่มโครงการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครั้งใหญ่ให้แก่ประชาชน โดยปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสายการบินและกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้น

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,564.29 จุด เพิ่มขึ้น 5.47 จุด หรือ +0.08%

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (9 ธ.ค.) หลังสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ดี ตลาดได้รับแรงหนุนจากความหวังที่ว่า ความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 8 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 45.52 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. ขยับขึ้น 2 เซนต์ หรือ 0.04% ปิดที่ 48.86 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ (9 ธ.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. ร่วงลง 36.4 ดอลลาร์ หรือ 1.94% ปิดที่ 1,838.5 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค.ปีนี้

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 74.6 เซนต์ หรือ 3.02% ปิดที่ 23.99 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 18.5 ดอลลาร์ หรือ 1.78% ปิดที่ 1,018.5 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมี.ค. ร่วงลง 37.30 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ปิดที่ 2,290.60 ดอลลาร์/ออนซ์

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (9 ธ.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.15% สู่ระดับ 91.0892

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.22 เยน จากระดับ 104.18 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8898 ฟรังก์ จากระดับ 0.8893 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวที่ระดับ 1.2819 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2073 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2103 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3394 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3352 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7436 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7405 ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนี DJIA ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 30,068.81 จุด ลดลง 105.07 จุด, -0.35%

ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 3,672.82 จุด ลดลง 29.43 จุด, -0.79%

ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 12,338.95 จุด ลดลง 243.82 จุด, -1.94%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,564.29 จุด เพิ่มขึ้น 5.47 จุด, +0.08%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,340.26 จุด เพิ่มขึ้น 61.77 จุด, +0.47%

ดัชนี CAC 40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,546.82 จุด ลดลง 13.85 จุด, -0.25%

ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 14,390.14 จุด เพิ่มขึ้น 29.74 จุด, +0.21%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 6,965.40 จุด เพิ่มขึ้น 43.20 จุด, +0.62%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 6,728.50 เพิ่มขึ้น 40.80 จุด, +0.61%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 26,817.94 จุด เพิ่มขึ้น 350.86 จุด, +1.33%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 2,755.47 จุด เพิ่มขึ้น 54.54 จุด, +2.02%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 26,502.84 จุด เพิ่มขึ้น 198.28 จุด, +0.75%

ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 2,843.07 จุด เพิ่มขึ้น 17.44 จุด, +0.62%

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 3,371.96 จุด ลดลง 38.21 จุด, -1.12%

ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 46,103.50 จุด เพิ่มขึ้น 494.99 จุด ,+1.09%

ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,646.53 จุด เพิ่มขึ้น 14.83 จุด, +0.91%

ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 5,944.41 จุด เพิ่มขึ้น 13.65 จุด, +0.23%

ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดที่ 7,102.66 จุด ลดลง 101.01 จุด, -1.40%

คำแนะนำเพิ่มเติม: https://www.mitrade.com/th/forex/indices/stock-indices/what-is-SP500

Hits: 8

Total 0 Votes
0%

ภาวะตลาดหุ้นไทย

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยเช้านี้น่าจะยังขยับขึ้นต่อจากวานนี้ โดยภาพตลาดขณะนี้อยู่ในภาวะ Risk on ที่นักลงทุนกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงส่งผลให้ตลาดหุ้นและราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลจากความคืบหน้าวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ล่าสุดบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ที่พัฒนาวัคซีนร่วมกับมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดนั้น เบื้องต้นมีค่าประสิทธิภาพเฉลี่ย 70% ต่อเนื่องจากการพัฒนาวัคซีนของไฟเซอร์ อิงค์ และโมเดอร์นา อิงค์ ที่ได้เปิดเผยความคืบหน้ามาแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ทำให้ตลาดคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกในปี 64 จะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้สถานการณ์การระบาดจะยังมีอยู่มากก็ตาม ประกอบกับความชัดเจนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่นายโจ ไบเดน ซึ่งมีนโยบายที่คาดเดาได้ง่าย เป็นผู้ได้รับชัยชนะเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่นั้น ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นทำให้มีแรงซื้อคืนของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งรวมถึงไทยด้วย

สำหรับการลงทุนภาพใหญ่ในตลาดหุ้นไทยยังเป็นทิศทางของเงินไหลเข้าจากปัจจัยด้านมหภาคที่ดูดีขึ้น แต่การที่ดัชนีปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก รวมถึงนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ซื้อต่อเนื่องในทุกวัน โดยพลิกกลับมาขายสุทธิบ้างในบางวันนั้น ก็อาจทำให้ตลาดอาจมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง ประกอบกับตลาดยังจับตาการชุมนุมทางการเมืองที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยล่าสุดนัดชุมนุมกันในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ย.) แม้คาดว่าจะไม่มีสถานการณ์รุนแรง แต่ก็น่าจะยังเป็นปัจจัยรบกวนอยู่ และอาจทำให้เงินทุนไหลเข้าสะดุดได้บ้าง

พร้อมให้แนวรับที่ 1,415 และ 1,410 จุด ส่วนแนวต้าน อยู่ที่ 1,435-1,440 จุด

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (23 พ.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,591.27 จุด เพิ่มขึ้น 327.79 จุด (+1.12%) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,577.59 จุด เพิ่มขึ้น 20.05 จุด (+0.56%) ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,880.63 จุด เพิ่มขึ้น 25.66 จุด (+0.22%)

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 13.69 จุด, ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 374.08 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 17.34 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 40.83 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 144.14 จุด, ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ลดลง 7.08 จุด

ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (23 พ.ย.63) 1,420.43 จุด เพิ่มขึ้น 31.09 จุด (+2.24%)

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,755.59 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 พ.ย.63

ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนม.ค.64 ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (23 พ.ย.63) ปิดที่ 43.06 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 64 เซนต์ หรือ 1.5%

ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (23 พ.ย.63) อยู่ที่ 0.68 ดอลลาร์/บาร์เรล

เงินบาทเปิด 30.34 อ่อนค่าหลังดอลล์แข็ง ตลาดรอปัจจัยใหม่ ให้กรอบ 30.25-30.40

สมาคมตราสารหนี้ไทย คาดภาคเอกชนเตรียมขายหุ้นกู้เดือนนี้แตะ 1 แสนล้านบาท หลังครึ่งเดือนแรก ออกไปแล้วถึง 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ต่างชาติยังคงซื้อบอนด์ไทยต่อเนื่อง ด้านนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ ชี้ราคาบิทคอยน์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง แนะนักลงทุนมีเงินเย็นแบ่งเงินลงทุน

พาณิชย์เผยส่งออก ต.ค. -6.71% ติดลบน้อยกว่าที่คาดการณ์ ชี้สัญญาณฟื้นตัวชัด-ใกล้เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ลุ้นทั้งปี 63 ติดลบต่ำกว่า 7% คาดปีหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง อานิสงส์อาร์เซ็ปช่วย ด้านเอกชนห่วงตัวเลขดีแต่ใกล้ ก.ย.ทั้งที่ควรดีกว่านี้เพราะได้ออร์เดอร์เทศกาลหวั่นฉลองปีใหม่ทั่วโลกซึม

ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาหดตัวเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าในไตรมาสที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน) ปี 2563 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ -6.4% และแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัว 3.5-4.5% ขณะที่คลัง ยันรัฐบาลยังมีแรงกู้ดูแลเศรษฐกิจได้อีก 9.8 แสนล้านบาท

ส.อ.ท. เห็นด้วยนโยบายของอุตสาหกรรม ที่ให้นำรถยนต์เก่าแลกรถยนต์ใหม่แล้วได้ส่วนลดนั้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เห็นว่าที่เร่งด่วนในขณะนี้คือ ส่งเสริมให้เปลี่ยนรถยนต์ใหม่ที่มีการผลิตในประเทศเป็นหลัก เพื่อช่วยให้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเอสเอ็มอีที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ป้อนโรงงานมีการจ้างงานรวมกันมากถึง 1 ล้านคน และรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเอทานอลและไบโอดีเซล ที่มีส่วนช่วยเกษตรกร และยังช่วยลดมลภาวะลงได้อีกทางหนึ่งด้วย

รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ระบุว่าสถานการณ์การจ้างงานยังต้องติดตามใกล้ชิด ทั้งในส่วนของแรงงานที่ตกงานอยู่ในปัจจุบันจากผลกระทบโควิด-19 กำลังเป็นปัญหาหนักเพราะอาจกลายเป็นแรงงานที่ตกงานถาวร หากรัฐบาลไม่มีมาตรการเข้ามาดูแลเพิ่มเติม ขณะที่เดือน ก.พ. 64 จะมีแรงงานจบการศึกษาใหม่เข้ามาอีกประมาณ 500,000 คน ส่งผลให้เมื่อรวมกับเด็กที่จบไปแล้วปี 63 แต่ยังไม่มีงานทำประมาณเกือบ 400,000 คน ส่งผลให้ปี 64 คาดว่า อัตราการว่างงานของแรงงานไทยยังคงสะสมอยู่ในระดับ 2.9 ล้านคน

ครม.เห็นชอบกรอบแผนงานโครงการเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในรอบที่ 2 ในกรอบวงเงิน 1.52 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อเนื่องจากรอบแรกที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว วงเงิน 9.24 แสนล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในกรอบของการฟื้นฟูที่กันเงินเอาไว้จำนวน 4 แสนล้านบาท โดยการทำโครงการรอบ 2 นี้ ประเมินว่า เบื้องต้นจะช่วยทำให้จีดีพีของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นจากฐานปกติที่ไม่มีเงินกู้ ประมาณ 0.2% ในปี 63 และคาดว่าจะช่วยให้จีดีพีในปี 64 ขยายตัวได้อีก 0.25%

นายกรัฐมนตรี ย้ำไม่มีปฏิวัติ ซัดพวกปล่อยข่าว หวังระดมคนร่วมชุมนุม ลั่นไม่ปล่อยม็อบชนม็อบ ยันดูแลสองฝ่าย ไม่ต้องการเห็นคนไทยฆ่ากันซ้ำรอยอดีต ด้านครม.มีมติต่อประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8 ยาวข้ามปี 45 วัน เพื่อควบคุมโรคในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีคนเดินทางเป็นจำนวนมาก

Hits: 8

Total 0 Votes
0%