รวมเช็ค! เทคนิคตัดต่อวีดีโอยังไงให้คอนเทนต์น่าดึงดูด

รวมเช็ค! เทคนิคตัดต่อวีดีโอยังไงให้คอนเทนต์น่าดึงดูด

วีดีโอ ถือเป็นหนึ่งในการสร้าง Content Marketing ที่มาแรงในยุคดิจิทัลที่นักธุรกิจ ร้านค้าออนไลน์ หรือแม้แบรนด์ต่าง ๆ ก็ให้ความสำคัญในการผลิตคอนเทนต์ในรูปแบบวีดีโอ เนื่องจากสร้างการรับรู้ได้ครบ ทั้งภาพเคลื่อนไหว เสียงที่ช่วยอธิบายเรื่องราวให้กับสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและคนทั่วไปได้กว้าง เกิดกระแสไวรัลได้ง่ายในช่องทางโซเชียลมีเดียอีกด้วย และเทคนิคดี ๆ สำหรับการตัดต่อวีดีโอที่เรารวบรวมมาให้ทุกคนได้สามารถลองไปปรับใช้กันจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

1.สร้างเรื่องราวให้กับกลุ่มเป้าหมาย


อันดับแรกต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายให้ดีก่อนว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ชมเป็นใคร เพศ อายุ อยู่ในช่วงวัยใด มีบุคลิก ไลฟ์สไตล์ยังไง เพื่อที่จะได้สื่อสารสร้างเรื่องราวในรูปแบบวีดีโอให้เกิดความสนใจได้ตรงกลุ่มเป้าหมายกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก สุข สนุกสนาน ดราม่า ดึงอารมณ์ให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่จะเล่าผ่านการตัดต่อวีดีโอให้เหมาะสม ช่วยนำไปสู่ความสนใจและเกิดพฤติกรรมบางอย่างได้จากการรับชมวีดีโอ เช่น แบรนด์ขายเสื้อผ้า สร้างเรื่องราว Summer Lookbook จับเสื้อมา Mix and Match ผ่านวีดีโอ ซึ่งกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นเพศหญิงที่สนใจแฟชั่นมาซื้อสินค้า

 

2. เลือกตั้งชื่อคลิปวีดีโอ

ชื่อคลิปวีดีโอเป็นสิ่งแรกที่ผู้พบเห็นอ่านแล้วทำความเข้าใจเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะตัดต่อวีดีโอมาดีแค่ไหน แต่ถ้าการตั้งชื่อไม่น่าสนใจมากพอ อ่านแล้วไม่ชวนให้เข้ามาดู คลิปนั้นก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร การตั้งชื่อคลิปวีดีโอนั้น ควรตั้งให้กระชับ อ่านแล้วทำให้คนอ่านรู้สึกอยากรู้ต่อ จนกดเข้าไปดูเพื่อรับชมวีดีโอว่าเราต้องการจะสื่อสารอะไร อาจจะใช้คำที่กำลังฮิตเป็นกระแสในช่วงเวลานั้น เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นก็ได้

 

3. ออกแบบภาพปกคลิปวีดีโอ

การทำภาพวอลเปเปอร์ หรือปกคลิปนั้น  เป็นสิ่งที่นักตัดต่อวีดีโอให้ความสำคัญไม่แพ้กับการตั้งชื่อคลิปวีดีโอเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นจุดแรกที่จะดูดดึงสายตา ชวนให้ผู้พบเห็นนั้นกดเข้ามาชมได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องออกแบบภาพปกคลิปเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับวีดีโอ เช่น หากกำลังตัดต่อวีดีโอเกี่ยวกับร้านอาหารของคุณ ก็อาจใช้ภาพบรรยากาศภายในร้านหรือหน้าร้าน และตัดต่อปรับแต่งใส่รูปอาหารเมนูฮิตของร้านลงไป ชวนให้น่าติดตามมากขึ้นและอย่าลืมที่จะใส่ข้อความหัวข้อเรื่องสั้น ๆ ลงไปด้วย เช่น 8 เมนูสุดฮิตจากร้านอาหารย่านทองหล่อ เพื่อช่วยอธิบายคลิปวีดีโอให้ผู้พบเห็นให้เข้าใจได้คร่าว ๆ จากภาพหน้าปกวีดีโอ

 

4. ความยาวของคลิปในการตัดต่อวีดีโอ

บางครั้งคลิปวีดีโออาจมีความยาวเกินไป ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายจนกดเลื่อนผ่านได้แน่นอน คลิปวีดีโอที่ดีก็ควรจะอยู่ในระยะเวลาที่ดีด้วยเช่นกัน ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดต่อวีดีโอนั้น เริ่มต้นอยู่ประมาณ  2 – 7 นาทีต่อหนึ่งคลิป (ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม) และเทคนิคสำคัญคือ ควรตัดต่อวีดีโอให้น่าสนใจภายใน 10 วินาทีแรกเพื่อดึงความสนใจ หากเป็นหนัง เรื่องสั้น  Vlog ที่ใช้ระยะเวลานานในการดำเนินเรื่อง ก็สามารถตัดต่อวีดีโอเป็นคลิปย่อย ๆ แยกเป็นหลาย ๆ ตอนเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกอยากติดตามต่อมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างลงไป หรืออาจจะตัดต่อวีดีโอบางส่วน คัดเฉพาะใจความสำคัญที่ต้องการสื่อสาร

5. ใส่ Effect ในการตัดต่อวีดีโอ

การใส่ Effect หรือ Transition ต่างๆเข้าไปช่วยในการตัดต่อวีดีโอจะช่วยเพิ่ม Emotion ให้กับคลิปวีดีโอได้น่าสนใจมากขึ้น เพราะผู้ชมจะเห็นเนื้อหาภายในวีดีโอสีแบบออริจินัลของกล้องตลอดการรับชม โดยไม่มีลูกเล่นสีสันอะไร อาจทำให้รู้สึกน่าเบื่อได้หากเราเพิ่ม Effect ต่าง ๆ เข้าไประหว่างคลิปวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นตัดต่อวีดีโอโดยใส่ Sound Effect, ภาพ, Emoji หรือ Transition ต่างๆ จะช่วยให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลาย หรือสร้างความตื่นเต้น เพลิดเพลิน ชวนให้ดูต่อไปเรื่อย ๆได้มากขึ้น 

 

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคดี ๆ สำหรับการตัดต่อวีดีโอ ในการทำคอนเทนต์เพื่อดึงดูดความสนใจให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นกดเข้ามารับชมคลิปวีดีโอของคุณที่ลงในช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ได้ หากใครหลายคนอาจจะไม่ถนัด ไม่มีเวลาในการตัดต่อวีดีโอหรือมองหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วย ก็สามารถหาได้ไม่ก็ยาก เพราะที่ Fastwork  แหล่งรวมฟรีแลนซ์ผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ในเรื่องตัดต่อวีดีโอให้คุณสามารถเลือกใช้บริการได้ง่าย ๆ สามารถเข้ามาเลือกดูก่อนได้ที่ https://fastwork.co/videography

 

ที่มา

Website: Tueetor, VDOCON

Hits: 1

Total 0 Votes
0%
5 สไตล์ ออกแบบการ์ดแต่งงานคู่รักเห็นแล้วต้องเคาะ!

5 สไตล์ ออกแบบการ์ดแต่งงานคู่รักเห็นแล้วต้องเคาะ!

การ์ดแต่งงาน  เป็นหนึ่งในความสำคัญของการเริ่มต้นแจ้งข่าวดีระหว่างฝ่ายคู่รักทั้งสองคน ให้กับบุคคลสำคัญไม่ว่าจะเป็น คนที่คุณรัก ครอบครัว ญาติมิตร  เพื่อนสนิท ได้นำไปเรียนเชิญส่งมอบให้ด้วยตัวคุณเองผ่านการ์ดแต่งงาน  เพื่อแสดงความขอบคุณ ความยินดี และเชิญชวนร่วมเป็นหนึ่งในวันสำคัญหรือวันพิเศษที่สุดในชีวิตที่กำลังจะเกิดขึ้นของคุณทั้งคู่ในวันแต่งงาน  การ์ดแต่งงานจึงถือเป็นหน้าเป็นตาให้กับคู่รัก
บ่งบอกถึงธีมของงานที่จะชวนให้ผู้รับได้เปิดอ่านและสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกเห็นผ่านการออกแบบการ์ดแต่งงาน และ 5 สไตล์ออกแบบการ์ดแต่งงานที่เรานำมาแชร์ไอเดียต้อนรับงานวิวาห์นั้นจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกัน

1. ออกแบบการ์ดแต่งงานสไตล์ดอกไม้คลาสสิก (Classic)


ขอบคุณรูปจาก IG : desighstudio_vintage

การนำรูปแบบความคลาสสิก เอกลักษณ์ความสวยงามดั้งเดิมของธรรมชาติดอกไม้หลากหลายพันธุ์ต่าง ๆ มาสร้างสีสันออกแบบการ์ดแต่งงานเลือกจัดเรียงไว้ที่ด้านมุมของการ์ด เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับพื้นหลังและตัวอักษร เหมาะกับธีมงานได้หลายแบบแสดงถึงความเรียบง่าย สดชื่น สดใส อีกทั้งดอกไม้ที่นำมาเลือกใช้สามารถแสดงถึงความหมายที่ลึกซึ้งแตกต่างกันไปได้อีกด้วย 

2. ออกแบบการ์ดแต่งงานสไตล์สีน้ำ (Water Colors)

ขอบคุณรูปจาก IG : desighstudio_vintage

การนำศิลปะในรูปแบบการลายสีน้ำมาสร้างสรรค์ออกแบบการ์ดแต่งงานให้ดูถึงความอาร์ต เพิ่มลูกเล่นเลือกใช้สีสันได้ตามใจชอบ แต่งเติมผสมไปบนการ์ดแต่งงานให้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น แสดงถึงความอ่อนโยน  ความนุ่มนวล ความโปร่งใส พลิ้วไหวไปตามลักษณะของน้ำ เหมาะกับธีมงานเรียบง่าย ช่วยสร้างบรรยากาศจินตนาการได้ดี 

 3. ออกแบบการ์ดแต่งงานสไตล์มินิมอล (Minimal)



ขอบคุณรูปจาก IG : desighstudio_vintage

เป็นสไตล์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นำมาเลือกออกแแบบการ์ดแต่งงงานให้ดูเรียบง่าย สบายตา ในขณะเดี๋ยวแฝงไปด้วยความเก๋ ดูดีมีอะไรและไม่โดดเด่นจนเกินไปสะท้อนถึงธีมงานเรียบเป็นกันเอง สบาย ๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่น เพียงแค่เลือกใช้สีพื้นหลังและฟ้อนต์ตัวอักษรในการออกแบบการ์ดแต่งงาน เช่น สีขาว หรือเอิร์ธโทน ก็จะช่วยทำให้ตัวอักษรโดดเด่น หรือเพิ่มเติมลูกเล่นเลือกใช้รูปวาดลายเส้นนำมาออกแบบตกแต่ง จัดวางทำให้ผู้รับการ์ดแต่งงานอ่านง่ายเข้าใจได้ในทันที

4. ออกแบบการ์ดแต่งงานสไตล์หรูหรา (Luxury) 

ขอบคุณรูปจาก IG : blissandbone

เป็นการออกแบบการ์ดแต่งงานที่สะท้อนถึงรสนิยมแสดงบุคลิกของคู่รักได้ดี โดยการเลือกใช้สีของตัวอักษรที่แสดงถึงความสวยหรู เช่น สีทอง, สีโรสโกลด์, สีเงิน, สีทองแดง เป็นต้น นำมาตัดกับสีพื้นหลังเลือกใช้ได้ทั้งโทนสีเข้มและสีอ่อน หรือเพิ่มลูกเล่นออกแบบการ์ดแต่งงานด้วยลายหินอ่อนก็สามารถช่วยยกระดับการ์ดแต่งงานให้ดูแพงได้เลยทีเดียว เหมาะกับธีมงานที่ต้องการความหรูหรา อลังการ

5. ออกแบบการ์ดแต่งงานสไตล์รูปภาพ (Photo)


ขอบคุณรูปจาก IG : polkadotpaper

เป็นการนำรูปภาพพรีเวดดิ้งของคุณมาออกแบบการ์ดแต่งงานแสดงออกผ่านปกการ์ดแต่งงานได้โชว์โมเม้นต์หวาน ๆ แบบไม่ซ้ำใคร ยังแสดงถึงความเป็นตัวตนของคู่รักให้ผู้รับได้เห็นบรรยากาศที่สะท้อนผ่านรูป ชวนให้ยิ้มตามรับรู้ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี เพิ่มลูกเล่นออกแบบการ์ดแต่งงานโดยปรับใช้โทนสีแบบโมโนโทน ขาว-ดำ เพิ่มสเน่ห์ให้กับรูปภาพดูดีมีสไตล์ไปอีกแบบ

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสไตล์ออกแบบการ์ดแต่งงานที่เราได้นำมารวบรวมให้ได้เลือกเป็นไอเดียตั้งต้นที่จะพอช่วยให้คู่รักได้ค้นหาการ์ดงานแต่งงานในแบบที่ตรงใจ และเรายังมีไอเดียการออกแบบการ์ดแต่งงานของฟรีแลนซ์นักออกแบบการ์ดใน Fastwork มาให้ได้ชมผลงานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ 

    


หากคุณกำลังสนใจและมองหาผู้เชี่ยวชาญนักออกแบบการ์ดแต่งงาน การ์ดอวยพร การ์ดบัตรเชิญต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการ์ณในการออกแบบการ์ด ก็สามารถเข้ามาพูดคุย ปรึกษา พร้อมให้คำแนะนำในการออกแแบบการ์ดแต่งงานให้สวยและถูกใจในแบบสไตล์ของคุณก่อนได้ที่ https://fastwork.co/publication/card

 

 

Hits: 3

Total 0 Votes
0%
8 สไตล์ออกแบบลายสักให้โดนใจในแบบของคุณ

8 สไตล์ออกแบบลายสักให้โดนใจในแบบของคุณ

รอยสัก (tattoo) นั้นเป็นการสร้างสรรค์งานศิลป์บนพื้นผิวร่างกายในรูปแบบหนึ่ง การออกแบบลายสักนั้นทั่วไปเลือกใช้หมึกดำและหมึกสี บางคนชื่นชอบที่จะผสมเข้าด้วยกันในขณะที่บางคนอาจจะชอบสีใดสีหนึ่งขึ้นอยู่กับรสนิยม ของแต่ละบุคคล ผ่าน 8 สไตล์การออกแบบลายสักสร้างพื้นที่ความทรงจำบนร่างกายและมีความหมายบ่งบอกความเป็นคุณ

1.ออกแบบลายสัก Hypercolor Realism

การออกแบบลายสักในรูปแบบดูเสมือนจริง ดูมีชีวิตชีวาตามธรรมชาติ เช่น ลายดอกไม้ นก มีลักษณะลายเส้นตามธรรมชาติ ผสมผสานออกแบบลายสักหลากหลายสีสัน และสามารถเพิ่มมิติให้กับดีไซน์ โดยใช้หมึกสีดำร่วมด้วยได้เช่นกัน ในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้ดูสมจริง

2. ออกแบบลายสัก Blackwork

การออกแบบลายสักในรูปแบบการใช้เทคนิคแบบถมหมึกสีดำลงบนพื้นผิวหนัง เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะออกแบบลายสักแสดงตัวตน ดูลึกลับ และดุดัน ลายเส้นที่คมกริบของการเน้นเม็ดสีดำ ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกมีเสน่ห์สามารถปรับ Contrast เลือกไล่เฉดสีเข้มไปอ่อน หรือผสมรูปทรง Geometric เพิ่มดีไซน์ได้เช่นกัน

3.ออกแบบลายสัก typo หรือ ตัวอักษร

การออกแบบลายสักในลักษณะ Quote คำคมที่ชื่นชอบ คอยย้ำเตือนความทรงจำ ความคิดที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับตัวเองสร้างแรงผลักดันและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ผ่านการออกแบบลายสักในรูปแบบลักษณะของ Font ในภาษาต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์สามารถเพิ่มลูกเล่นด้วยการจัดวางตัวอักษร หรือเพิ่มเติมด้วยสัญลักษณ์


4.ออกแบบลายสัก old school หรือ American traditional

การออกแบบลายสักในลักษณะเฉพาะเจาะจงในรูปแบบมีลายเส้นคมชัดและหนา เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ เช่น สมอเรือ ทะเล เรือ เข็มทิศ นกนางแอ่น หัวกะโหลก เชื่อมโยงความหมายอย่างลึกซึ้ง แพร่หลายในหมู่กะลาสีเรือในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถูกคิดค้นโดยกัปตัน James Cook ที่เดินทางไปยังเกาะโพลิเนียแถบนิวซีแลนด์ ซึ่งปัจจุบันการออกแบบลายสักนี้ถูกพัฒนาผสมผสานหลากหลายสีสันมากขึ้นก็ยังคงได้รับความนิยมในการสัก เสริมรสนิยมให้ดู cool



5. ออกแบบลายสักชนเผ่า Tribal

เป็นการออกแบบลายสักใช้พื้นที่บนร่างกายอย่างมาก มีลักษณะหลากหลายลวดลายที่มีความซับซ้อน และคงความสม่ำเสมอของลายเส้นขนาดใหญ่ผสานลายเส้นจนดูมีเอกลักษณ์ นิยมใช้หมึกในการถมดำแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน มีความอดทน รวมถึงบอกเล่าในเรื่องราวตามธรรมชาติ ความเชื่อประเพณี สัญลักษณ์พิธีกรรม  จิตวิญญาณ มีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละชนเผ่าตามวัฒนธรรมความเป็นมา  ซึ่งมีต้นกำเนิดเก่าแก่มาจากชนเผ่าพื้นเมืองแถบโพนีนิเซีย ตามหมู่เกาะ Tahiti, Samoa, Hawaii, New Zealand เช่น การออกแบบลายสักของชนเผ่าซามัวร์

6. ออกแบบลายสักเรขาคณิต  Geometric

การออกแบบลายสักในลักษณะรูปทรงของเรขาคณิต เน้นความเรียบง่ายของลายเส้นตามรูปทรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ฯลฯ สามารถเพิ่มลูกเล่นประกอบออกแบบลายสักได้ เช่น ลวดลายของธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ ดวงดาว แกแล็คซี่ และใช้ลายจุด ลายเส้นเดียวเชื่อมโยงโครงเส้นต่อกันให้ดูมีมิติ มักนิยมใช้หมึกสีดำและสีสันนำมาสร้างสรรค์ให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น


7.ออกแบบลายสัก hand poke หรือ stick and poke

เป็นเทคนิคการสักในรูปแบบใช้เข็มและหมึกจิ้มไปทีละจุดบนพื้นผิวหนังของร่างกายตามน้ำหนักมือของช่างโดยไม่ใช้เครื่อง เป็นการออกแบบลายสักในลักษณะงานคราฟท์มีเอกลักษณ์ลายเส้นจุดเล็ก ๆ นิยมใช้หลากสีสันหรือสีดำในการเล่นสีสร้างรูปแบบดีไซน์และใช้พื้นที่ไม่มากบนร่างกาย เช่น งานไตล์เกาหลี มีความละเอียดใช้เวลานาน เมื่อเวลาผ่านไปหมึกสีของรอยสักจะดูดีกลืนไปกับผิวกว่าแบบใช้เครื่อง


8.ออกแบบลายสัก minimal

การออกแบบลายสักเน้นดูดี เรียบง่าย ใช้พื้นที่บนร่างกายน้อยและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น ออกแบบดีไซน์แบบ peekaboo การวางในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดในขณะเดียวกันเพิ่มเสน่ห์ สีสัน ดูซุกซนด้วยการออกแบบลายสัก Detail ลายเส้นที่ดูเล็ก และจัดวางในตำแหน่งพื้นที่ร่มผ้า เผยให้เห็นลายสักไม่มากแต่ชวนดึงดูดสายตาได้อย่างดี




หากคุณกำลังมองหารูปแบบลายสักสะท้อนความเป็นตัวตนแต่ไม่รู้จะออกแบบลายสักยังไงให้ได้ตรงใจ ให้ผู้เชี่ยวชาญนักออกแบบลายสัก ใน Fastwork เป็นผู้ช่วยคิดออกแบบลายเส้น และดีไซน์ตรงความต้องการไม่ซ้ำใครในแบบของคุณ สามารถเลือกชมก่อนได้ที่ https://fastwork.co/tattoo-design

ที่มา
Website: popsugar,
ขอบคุณรูปจาก Bangbangnyc และ Pinterest

 

 

 

 

Hits: 3

Total 0 Votes
0%
ดูยังไงให้ออก…หลักการออกแบบบ้านสไตล์ Modern และ Post modern

ดูยังไงให้ออก…หลักการออกแบบบ้านสไตล์ Modern และ Post modern


บ้านสไตล์ Modern ถือเป็นสไตล์ที่ใคร ๆ หลายคนคงรู้จักและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการสถาปัตยกรรม
ออกแบบบ้าน และอีกหนึ่งสไตล์ที่หลายคนเคยได้ยินชื่อ Post Modern  ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Modern ทำให้เกิดความสับสน ดูไม่ออกว่าเป็นการออกแบบบ้านสไตล์ในรูปแบบไหนกันแน่ เราจะพาไปรู้จักหลักการสไตล์ออกแบบบ้านทั้งสองแบบที่จะช่วยให้เข้าใจและแยกความแตกต่าง ดูออกได้ง่ายมากขึ้น  

การออกแบบบ้านสไตล์ Post Modern



เกิดขึ้นหลังจากยุค Modern
ปลายยุคทศวรรษที่ 80 เป็นสไตล์การออกแบบบ้าน มีหลักการออกแบบในรูปแบบอิสระทางความคิด ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล เป็นความแปลกใหม่ที่ไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถสร้างลูกเล่นเข้ามาประกอบในการออกแบบบ้านที่ผสมผสานระหว่าง Modern สมัยใหม่  และ Classic สามารถเน้นไปที่ความเรียบแต่หรู หรือไม่เน้นความเป็นระเบียบ ใส่สัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์ให้ดูเก๋ก็ได้  ให้ความสำคัญเน้นไปที่เรื่องของ Space การใช้รูปทรงเลขาคณิต  รูปทรงที่ดูซับซ้อน การจัดวางให้ดูขัดแย้ง วัสดุที่สร้างความแปลกใหม่ในการออกแบบบ้านเพื่อเพิ่มมิติ การตกแต่งพื้นที่เพิ่มเติมเกิดความรู้สึกสัมผัสบรรยากาศที่เปลี่ยนไปและใช้สีสันสดใสหรือสีพื้น ๆ  เลือกใช้ลายเส้น ให้ความรู้สึกไม่เรียบง่ายจนน่าเบื่อ เกินไปแบบ Modern สร้างความโดดเด่น มีเสน่ห์ ทำให้เกิดโครงสร้างออกแบบบ้านที่ดูน่าแปลกตา มีเอกลักษณ์และดึงดูดสายตาแบบชัดเจน

การออกแบบบ้านสไตล์ Modern

เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมของชาติตะวันตกในศตวรรษที่ 18 เป็นสไตล์การออกแบบบ้าน มีหลักการ  แบบ Functionalism เป็นแนวคิดการออกแบบ รูปทรง โครงสร้างที่ถูกกำหนดโดยหน้าที่ลักษณะการใช้งานของสิ่งนั้นเป็นสำคัญ ตัดทอนรูปแบบองค์ประกอบสัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์ที่ไม่จำเป็นในการออกแบบ ให้มองทุกอย่างดูเรียบง่าย มีความเป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสัมผัสบรรยากาศได้ทันทีแต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกหรูหรา ดูดีได้ในแบบ Classic  โดยใช้รูปทรงเลขาคณิตมาออกแบบบ้าน ลักษณะหลังคาเพิงหมาแหงน หน้าต่างกระจกบานขนาดใหญ่ เลือกใช้สีพื้นผิวของวัสดุแบบเปิดเผยไม่ปกปิด หรือแบบผนังปูนเปือย เลือกสีพื้น ๆ สีขาว ดำ เทา คงเอกลักษณ์โชว์รูปแบบโครงสร้างของวัสดุให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ค่อยเน้นการตกแต่งให้สิ้นเปลือง เน้นพื้นที่การใช้สอยของตัวบ้าน เพื่อความสะดวกสบายในการพักอาศัยให้ได้มากที่สุด


หากคุณมีความสนใจวางแผนในการสร้างบ้านและกำลังมองหานักออกแบบบ้านที่พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำสไตล์ออกแบบบ้านอย่างมืออาชีพ ให้อินทีเรียผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ใน  Fastwork  เป็นผู้ช่วยออกแบบบ้านของคุณให้สวยและตรงใจ สามารถเลือกชมก่อนได้ที่ https://fastwork.co/architect-and-interior/home-design



ที่มา
Website : kanyaratpunpain.blogspot,jorakay
ขอบคุณรูปจาก archdaily

Hits: 22

Total 0 Votes
0%
เริ่มต้นธุรกิจร้านค้าออนไลน์ “จดทะเบียนการค้า” ต้องทำยังไง?

เริ่มต้นธุรกิจร้านค้าออนไลน์ “จดทะเบียนการค้า” ต้องทำยังไง?

ปัจจุบันการค้าขายในช่องทางออนไลน์นั้นเป็นเรื่องที่ใครๆก็สามารถทำได้ง่าย เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมสั่งซื้อสินค้าการเปิดธุรกิจขายของออนไลน์นั้น จึงจำเป็นต้องจดทะเบียนการค้า หรือจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  (ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ผู้ประกอบพาณิชย์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ลงในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553)  *ต้องจดทะเบียนการค้าภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เริ่มประกอบพาณิชยกิจ*
เพื่อช่วยยืนยันตัวตนและสร้างความความน่าเชื่อถือให้ลูกค้ามั่นใจและตรวจสอบที่ตั้งธุรกิจร้านค้าออนไลน์ของคุณได้ด้วยเครื่องหมาย  DBD Registered ที่ได้รับรองผ่านการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
เริ่มต้นเตรียมความพร้อมจดทะเบียนการค้าให้ธุรกิจร้านค้าออนไลน์ของคุณด้วย

 


1. เช็ครูปแบบกิจการที่ต้องการจดทะเบียนการค้า

     1. บริการซื้อขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต (ร้านค้าออนไลน์โซเชียลมีเดีย,เว็บไซต์)
     2. ให้บริการอินเทอร์เน็ต(ISP)
     3. ให้บริการ Web hosting
     4. ให้บริการตลาดกลางในการซื้อขายสินค้า (e-Marketplace)

2   วิธีจดทะเบียนการค้าหรือจดทะเบียนพาณิชอิเล็กทรอนิกส์

  1. สร้างแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ของธุรกิจของคุณให้เรียบร้อย เช่น เว็บไซต์ 
  2. เตรียมเอกสารเพื่อขอจดทะเบียนการค้า ได้แก่
  • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน (ของผู้ประกอบการธุรกิจ)
  • แบบคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ ตั้งใหม่ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่  https://www.dbd.go.th/news_view.php?nid=946)
    หรือ กรอกแบบฟอร์มได้ที่  https://www.dbd.go.th/download/downloads/01_tp/form_tp.pdf

    จดทะเบียนพาณิชย์สำหรับบุคคลลธรรมดา ให้กรอกข้อ 1-8
    จดทะเบียนพาณิชย์สำหรับนิติบุคคล
    ห้างหุ้นส่วน กรอกข้อ 1-8 และ 11
    บริษัทจำกัด กรอกข้อ 1-8 และ 12
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนการค้าของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (สำหรับนิติบุคคล)
  • รายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือเอกสารแนบ แบบ ทพ. (สามารถกรอกแบบฟอร์มต่อ 1 เว็บไซต์ได้ที่ https://www.dbd.go.th/download/downloads/01_tp/form_tp_website01.pdf )
  • เอกสารประกอบการจดทะเบียนโดเมนเนม (สำหรับเว็บไซต์ชื่อผู้จดทะเบียนโดเมนเนมต้องตรงกับชื่อผู้ประกอบการธุรกิจ)
  • หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ(กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่น) สามารถกรอกแบบฟอร์มได้ที่ https://www.dbd.go.th/download/downloads/01_tp/form_tp_power.pdf
  • ปริ้นท์หน้าแรกของแฟลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์, เว็บไซต์ รวมถึงวิธีการสั่งซื้อ  ช่องทางการชำระเงิน วิธีจัดส่งสินค้าและบริการ และวาดแผนที่สถานที่ตั้งของธุรกิจของคุณ

3. ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนการค้า

ในเขตกรุงเทพ

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรุงเทพมหานคร 
  • สำนักงานเขตทุกเขต ที่มีสำนักงาานใหญ่รับจดทะเบียนการค้า


ในเขตภูมิภาค

  • เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเมืองพัทยา ที่มีสำหนักงานใหญ่รับจดทะเบียนการค้า

4. หลังจากจดทะเบียนการค้าผ่านแล้ว จึงดำเนินเรื่องขอใช้เครื่องหมาย DBD Registered

ต้องแสดงหลักฐานจดทะเบียนการค้าประกอบธุรกิจโดยเตรียมเอกสารเพื่อสแกนแนบไฟล์ ได้แก่ 

  • สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (แบบ พค.0403) ที่ได้จากการยื่นจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  •  สำเนารายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ (เอกสารแนบ แบบ ทพ.) 
  • สำเนาเอกสารประกอบการจดทะเบียนโดเมนเนม

ส่งในช่องทางออนไลน์ ผ่าน E-mail: e-commerce@dbd.go.th 
หรือผ่านเว็บไซต์  https://www.trustmarkthai.com/th
คู่มือการใช้งานhttps://www.trustmarkthai.com/files/article/attachment//de61d4a00e500ca5740f8247bec4d912.pdf

5.รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพร้อมรอรับเครื่องหมายจดทะเบียนการค้า DBD Registered

 

ในช่องทางที่ส่งไปพร้อมนำเครื่องหมายจดทะเบียนการค้า DBD Registered ไปใช้บนแฟลตฟอร์มธุรกิจร้านค้าออนไลน์ของคุณได้เลย

หากคุณสนใจเริ่มวางแผนทำธุรกิจร้านค้าออนไลน์และกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำในการจดทะเบียนการค้า ให้ Fastwork เป็นผู้ช่วยต่อยอดพัฒนาธุรกิจของคุณให้เป็นจริงได้ สามารถเลือกชมก่อนได้ที่https://fastwork.co/commercial-registration


ที่มา
Website: dbd,trustmarkthai,page365

Hits: 16

Total 0 Votes
0%