8 สไตล์ออกแบบลายสักให้โดนใจในแบบของคุณ

8 สไตล์ออกแบบลายสักให้โดนใจในแบบของคุณ

รอยสัก (tattoo) นั้นเป็นการสร้างสรรค์งานศิลป์บนพื้นผิวร่างกายในรูปแบบหนึ่ง การออกแบบลายสักนั้นทั่วไปเลือกใช้หมึกดำและหมึกสี บางคนชื่นชอบที่จะผสมเข้าด้วยกันในขณะที่บางคนอาจจะชอบสีใดสีหนึ่งขึ้นอยู่กับรสนิยม ของแต่ละบุคคล ผ่าน 8 สไตล์การออกแบบลายสักสร้างพื้นที่ความทรงจำบนร่างกายและมีความหมายบ่งบอกความเป็นคุณ

1.ออกแบบลายสัก Hypercolor Realism

การออกแบบลายสักในรูปแบบดูเสมือนจริง ดูมีชีวิตชีวาตามธรรมชาติ เช่น ลายดอกไม้ นก มีลักษณะลายเส้นตามธรรมชาติ ผสมผสานออกแบบลายสักหลากหลายสีสัน และสามารถเพิ่มมิติให้กับดีไซน์ โดยใช้หมึกสีดำร่วมด้วยได้เช่นกัน ในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้ดูสมจริง

2. ออกแบบลายสัก Blackwork

การออกแบบลายสักในรูปแบบการใช้เทคนิคแบบถมหมึกสีดำลงบนพื้นผิวหนัง เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะออกแบบลายสักแสดงตัวตน ดูลึกลับ และดุดัน ลายเส้นที่คมกริบของการเน้นเม็ดสีดำ ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกมีเสน่ห์สามารถปรับ Contrast เลือกไล่เฉดสีเข้มไปอ่อน หรือผสมรูปทรง Geometric เพิ่มดีไซน์ได้เช่นกัน

3.ออกแบบลายสัก typo หรือ ตัวอักษร

การออกแบบลายสักในลักษณะ Quote คำคมที่ชื่นชอบ คอยย้ำเตือนความทรงจำ ความคิดที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับตัวเองสร้างแรงผลักดันและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ผ่านการออกแบบลายสักในรูปแบบลักษณะของ Font ในภาษาต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์สามารถเพิ่มลูกเล่นด้วยการจัดวางตัวอักษร หรือเพิ่มเติมด้วยสัญลักษณ์


4.ออกแบบลายสัก old school หรือ American traditional

การออกแบบลายสักในลักษณะเฉพาะเจาะจงในรูปแบบมีลายเส้นคมชัดและหนา เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ เช่น สมอเรือ ทะเล เรือ เข็มทิศ นกนางแอ่น หัวกะโหลก เชื่อมโยงความหมายอย่างลึกซึ้ง แพร่หลายในหมู่กะลาสีเรือในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถูกคิดค้นโดยกัปตัน James Cook ที่เดินทางไปยังเกาะโพลิเนียแถบนิวซีแลนด์ ซึ่งปัจจุบันการออกแบบลายสักนี้ถูกพัฒนาผสมผสานหลากหลายสีสันมากขึ้นก็ยังคงได้รับความนิยมในการสัก เสริมรสนิยมให้ดู cool



5. ออกแบบลายสักชนเผ่า Tribal

เป็นการออกแบบลายสักใช้พื้นที่บนร่างกายอย่างมาก มีลักษณะหลากหลายลวดลายที่มีความซับซ้อน และคงความสม่ำเสมอของลายเส้นขนาดใหญ่ผสานลายเส้นจนดูมีเอกลักษณ์ นิยมใช้หมึกในการถมดำแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน มีความอดทน รวมถึงบอกเล่าในเรื่องราวตามธรรมชาติ ความเชื่อประเพณี สัญลักษณ์พิธีกรรม  จิตวิญญาณ มีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละชนเผ่าตามวัฒนธรรมความเป็นมา  ซึ่งมีต้นกำเนิดเก่าแก่มาจากชนเผ่าพื้นเมืองแถบโพนีนิเซีย ตามหมู่เกาะ Tahiti, Samoa, Hawaii, New Zealand เช่น การออกแบบลายสักของชนเผ่าซามัวร์

6. ออกแบบลายสักเรขาคณิต  Geometric

การออกแบบลายสักในลักษณะรูปทรงของเรขาคณิต เน้นความเรียบง่ายของลายเส้นตามรูปทรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ฯลฯ สามารถเพิ่มลูกเล่นประกอบออกแบบลายสักได้ เช่น ลวดลายของธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ ดวงดาว แกแล็คซี่ และใช้ลายจุด ลายเส้นเดียวเชื่อมโยงโครงเส้นต่อกันให้ดูมีมิติ มักนิยมใช้หมึกสีดำและสีสันนำมาสร้างสรรค์ให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น


7.ออกแบบลายสัก hand poke หรือ stick and poke

เป็นเทคนิคการสักในรูปแบบใช้เข็มและหมึกจิ้มไปทีละจุดบนพื้นผิวหนังของร่างกายตามน้ำหนักมือของช่างโดยไม่ใช้เครื่อง เป็นการออกแบบลายสักในลักษณะงานคราฟท์มีเอกลักษณ์ลายเส้นจุดเล็ก ๆ นิยมใช้หลากสีสันหรือสีดำในการเล่นสีสร้างรูปแบบดีไซน์และใช้พื้นที่ไม่มากบนร่างกาย เช่น งานไตล์เกาหลี มีความละเอียดใช้เวลานาน เมื่อเวลาผ่านไปหมึกสีของรอยสักจะดูดีกลืนไปกับผิวกว่าแบบใช้เครื่อง


8.ออกแบบลายสัก minimal

การออกแบบลายสักเน้นดูดี เรียบง่าย ใช้พื้นที่บนร่างกายน้อยและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น ออกแบบดีไซน์แบบ peekaboo การวางในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดในขณะเดียวกันเพิ่มเสน่ห์ สีสัน ดูซุกซนด้วยการออกแบบลายสัก Detail ลายเส้นที่ดูเล็ก และจัดวางในตำแหน่งพื้นที่ร่มผ้า เผยให้เห็นลายสักไม่มากแต่ชวนดึงดูดสายตาได้อย่างดี




หากคุณกำลังมองหารูปแบบลายสักสะท้อนความเป็นตัวตนแต่ไม่รู้จะออกแบบลายสักยังไงให้ได้ตรงใจ ให้ผู้เชี่ยวชาญนักออกแบบลายสัก ใน Fastwork เป็นผู้ช่วยคิดออกแบบลายเส้น และดีไซน์ตรงความต้องการไม่ซ้ำใครในแบบของคุณ สามารถเลือกชมก่อนได้ที่ https://fastwork.co/tattoo-design

ที่มา
Website: popsugar,
ขอบคุณรูปจาก Bangbangnyc และ Pinterest

 

 

 

 

Hits: 3

Total 0 Votes
0%
ดูยังไงให้ออก…หลักการออกแบบบ้านสไตล์ Modern และ Post modern

ดูยังไงให้ออก…หลักการออกแบบบ้านสไตล์ Modern และ Post modern


บ้านสไตล์ Modern ถือเป็นสไตล์ที่ใคร ๆ หลายคนคงรู้จักและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการสถาปัตยกรรม
ออกแบบบ้าน และอีกหนึ่งสไตล์ที่หลายคนเคยได้ยินชื่อ Post Modern  ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Modern ทำให้เกิดความสับสน ดูไม่ออกว่าเป็นการออกแบบบ้านสไตล์ในรูปแบบไหนกันแน่ เราจะพาไปรู้จักหลักการสไตล์ออกแบบบ้านทั้งสองแบบที่จะช่วยให้เข้าใจและแยกความแตกต่าง ดูออกได้ง่ายมากขึ้น  

การออกแบบบ้านสไตล์ Post Modern



เกิดขึ้นหลังจากยุค Modern
ปลายยุคทศวรรษที่ 80 เป็นสไตล์การออกแบบบ้าน มีหลักการออกแบบในรูปแบบอิสระทางความคิด ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล เป็นความแปลกใหม่ที่ไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถสร้างลูกเล่นเข้ามาประกอบในการออกแบบบ้านที่ผสมผสานระหว่าง Modern สมัยใหม่  และ Classic สามารถเน้นไปที่ความเรียบแต่หรู หรือไม่เน้นความเป็นระเบียบ ใส่สัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์ให้ดูเก๋ก็ได้  ให้ความสำคัญเน้นไปที่เรื่องของ Space การใช้รูปทรงเลขาคณิต  รูปทรงที่ดูซับซ้อน การจัดวางให้ดูขัดแย้ง วัสดุที่สร้างความแปลกใหม่ในการออกแบบบ้านเพื่อเพิ่มมิติ การตกแต่งพื้นที่เพิ่มเติมเกิดความรู้สึกสัมผัสบรรยากาศที่เปลี่ยนไปและใช้สีสันสดใสหรือสีพื้น ๆ  เลือกใช้ลายเส้น ให้ความรู้สึกไม่เรียบง่ายจนน่าเบื่อ เกินไปแบบ Modern สร้างความโดดเด่น มีเสน่ห์ ทำให้เกิดโครงสร้างออกแบบบ้านที่ดูน่าแปลกตา มีเอกลักษณ์และดึงดูดสายตาแบบชัดเจน

การออกแบบบ้านสไตล์ Modern

เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมของชาติตะวันตกในศตวรรษที่ 18 เป็นสไตล์การออกแบบบ้าน มีหลักการ  แบบ Functionalism เป็นแนวคิดการออกแบบ รูปทรง โครงสร้างที่ถูกกำหนดโดยหน้าที่ลักษณะการใช้งานของสิ่งนั้นเป็นสำคัญ ตัดทอนรูปแบบองค์ประกอบสัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์ที่ไม่จำเป็นในการออกแบบ ให้มองทุกอย่างดูเรียบง่าย มีความเป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสัมผัสบรรยากาศได้ทันทีแต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกหรูหรา ดูดีได้ในแบบ Classic  โดยใช้รูปทรงเลขาคณิตมาออกแบบบ้าน ลักษณะหลังคาเพิงหมาแหงน หน้าต่างกระจกบานขนาดใหญ่ เลือกใช้สีพื้นผิวของวัสดุแบบเปิดเผยไม่ปกปิด หรือแบบผนังปูนเปือย เลือกสีพื้น ๆ สีขาว ดำ เทา คงเอกลักษณ์โชว์รูปแบบโครงสร้างของวัสดุให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ค่อยเน้นการตกแต่งให้สิ้นเปลือง เน้นพื้นที่การใช้สอยของตัวบ้าน เพื่อความสะดวกสบายในการพักอาศัยให้ได้มากที่สุด


หากคุณมีความสนใจวางแผนในการสร้างบ้านและกำลังมองหานักออกแบบบ้านที่พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำสไตล์ออกแบบบ้านอย่างมืออาชีพ ให้อินทีเรียผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ใน  Fastwork  เป็นผู้ช่วยออกแบบบ้านของคุณให้สวยและตรงใจ สามารถเลือกชมก่อนได้ที่ https://fastwork.co/architect-and-interior/home-design



ที่มา
Website : kanyaratpunpain.blogspot,jorakay
ขอบคุณรูปจาก archdaily

Hits: 17

Total 0 Votes
0%
เริ่มต้นธุรกิจร้านค้าออนไลน์ “จดทะเบียนการค้า” ต้องทำยังไง?

เริ่มต้นธุรกิจร้านค้าออนไลน์ “จดทะเบียนการค้า” ต้องทำยังไง?

ปัจจุบันการค้าขายในช่องทางออนไลน์นั้นเป็นเรื่องที่ใครๆก็สามารถทำได้ง่าย เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมสั่งซื้อสินค้าการเปิดธุรกิจขายของออนไลน์นั้น จึงจำเป็นต้องจดทะเบียนการค้า หรือจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  (ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ผู้ประกอบพาณิชย์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2553 ลงในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553)  *ต้องจดทะเบียนการค้าภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เริ่มประกอบพาณิชยกิจ*
เพื่อช่วยยืนยันตัวตนและสร้างความความน่าเชื่อถือให้ลูกค้ามั่นใจและตรวจสอบที่ตั้งธุรกิจร้านค้าออนไลน์ของคุณได้ด้วยเครื่องหมาย  DBD Registered ที่ได้รับรองผ่านการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
เริ่มต้นเตรียมความพร้อมจดทะเบียนการค้าให้ธุรกิจร้านค้าออนไลน์ของคุณด้วย

 


1. เช็ครูปแบบกิจการที่ต้องการจดทะเบียนการค้า

     1. บริการซื้อขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต (ร้านค้าออนไลน์โซเชียลมีเดีย,เว็บไซต์)
     2. ให้บริการอินเทอร์เน็ต(ISP)
     3. ให้บริการ Web hosting
     4. ให้บริการตลาดกลางในการซื้อขายสินค้า (e-Marketplace)

2   วิธีจดทะเบียนการค้าหรือจดทะเบียนพาณิชอิเล็กทรอนิกส์

  1. สร้างแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ของธุรกิจของคุณให้เรียบร้อย เช่น เว็บไซต์ 
  2. เตรียมเอกสารเพื่อขอจดทะเบียนการค้า ได้แก่
  • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน (ของผู้ประกอบการธุรกิจ)
  • แบบคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ ตั้งใหม่ (สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่  https://www.dbd.go.th/news_view.php?nid=946)
    หรือ กรอกแบบฟอร์มได้ที่  https://www.dbd.go.th/download/downloads/01_tp/form_tp.pdf

    จดทะเบียนพาณิชย์สำหรับบุคคลลธรรมดา ให้กรอกข้อ 1-8
    จดทะเบียนพาณิชย์สำหรับนิติบุคคล
    ห้างหุ้นส่วน กรอกข้อ 1-8 และ 11
    บริษัทจำกัด กรอกข้อ 1-8 และ 12
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนการค้าของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (สำหรับนิติบุคคล)
  • รายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือเอกสารแนบ แบบ ทพ. (สามารถกรอกแบบฟอร์มต่อ 1 เว็บไซต์ได้ที่ https://www.dbd.go.th/download/downloads/01_tp/form_tp_website01.pdf )
  • เอกสารประกอบการจดทะเบียนโดเมนเนม (สำหรับเว็บไซต์ชื่อผู้จดทะเบียนโดเมนเนมต้องตรงกับชื่อผู้ประกอบการธุรกิจ)
  • หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ(กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่น) สามารถกรอกแบบฟอร์มได้ที่ https://www.dbd.go.th/download/downloads/01_tp/form_tp_power.pdf
  • ปริ้นท์หน้าแรกของแฟลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์, เว็บไซต์ รวมถึงวิธีการสั่งซื้อ  ช่องทางการชำระเงิน วิธีจัดส่งสินค้าและบริการ และวาดแผนที่สถานที่ตั้งของธุรกิจของคุณ

3. ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนการค้า

ในเขตกรุงเทพ

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรุงเทพมหานคร 
  • สำนักงานเขตทุกเขต ที่มีสำนักงาานใหญ่รับจดทะเบียนการค้า


ในเขตภูมิภาค

  • เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเมืองพัทยา ที่มีสำหนักงานใหญ่รับจดทะเบียนการค้า

4. หลังจากจดทะเบียนการค้าผ่านแล้ว จึงดำเนินเรื่องขอใช้เครื่องหมาย DBD Registered

ต้องแสดงหลักฐานจดทะเบียนการค้าประกอบธุรกิจโดยเตรียมเอกสารเพื่อสแกนแนบไฟล์ ได้แก่ 

  • สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (แบบ พค.0403) ที่ได้จากการยื่นจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  •  สำเนารายละเอียดเกี่ยวกับเว็บไซต์ (เอกสารแนบ แบบ ทพ.) 
  • สำเนาเอกสารประกอบการจดทะเบียนโดเมนเนม

ส่งในช่องทางออนไลน์ ผ่าน E-mail: e-commerce@dbd.go.th 
หรือผ่านเว็บไซต์  https://www.trustmarkthai.com/th
คู่มือการใช้งานhttps://www.trustmarkthai.com/files/article/attachment//de61d4a00e500ca5740f8247bec4d912.pdf

5.รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพร้อมรอรับเครื่องหมายจดทะเบียนการค้า DBD Registered

 

ในช่องทางที่ส่งไปพร้อมนำเครื่องหมายจดทะเบียนการค้า DBD Registered ไปใช้บนแฟลตฟอร์มธุรกิจร้านค้าออนไลน์ของคุณได้เลย

หากคุณสนใจเริ่มวางแผนทำธุรกิจร้านค้าออนไลน์และกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำในการจดทะเบียนการค้า ให้ Fastwork เป็นผู้ช่วยต่อยอดพัฒนาธุรกิจของคุณให้เป็นจริงได้ สามารถเลือกชมก่อนได้ที่https://fastwork.co/commercial-registration


ที่มา
Website: dbd,trustmarkthai,page365

Hits: 16

Total 0 Votes
0%