ไซนัสอักเสบ ต้นเหตุ อาการ วิธีรักษา ป้องกันรวมทั้งการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรค

ไซนัสอักเสบ เป็นโรคซึ่งสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว ราวกับเป็นหวัดตลอดเวลา ซึ่งจะก่อให้บุคลิกภาพดูแย่ลงอีกด้วย ดังนั้น พวกเราตามไปทำความรู้จักกันดีกว่าว่าโรคไซนัสอักเสบมีต้นเหตุจากอะไร และก็มีแนวทางรักษาป้องกันได้อย่างไรบ้าง จะได้รับมือได้ทันโรคเพิ่มขึ้น

ไซนัสอักเสบ คืออะไร?
ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) คือ โรคที่มีสาเหตุมาจากโพรงอากาศที่อยู่ข้างจมูกมีการอักเสบ โดยการอักเสบของโพรงอากาศที่อยู่ข้างจมูกมีเหตุมาจากการติดเชื้อ และผู้ที่มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้คือ คนที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดตามปกติ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยโรคหืด ก็นับเป็นคนที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคไซนัสอักเสบสูง โดยมีการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคนี้มากถึง 50% เลยทีเดียว

โรคไซนัสอักเสบ มีกี่ประเภท?

สำหรับโรคไซนัสอักเสบมีอยู่ร่วมกัน 3 ประเภท เป็น

* โรคไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute sinusitis)

เป็นชนิดสำคัญๆที่พบได้บ่อย ซึ่งอาการผู้ป่วยจะค่อนข้างจะแย่ในตอน 10 วันสุดท้าย แต่ว่าส่วนมากแล้วอาจจะมิได้เกิดขึ้นจากปัจจัยที่อันตรายหรือร้ายแรง

* โรคไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic sinusitis)

โรคไซนัสแบบเรื้อรังนั้นอาการจะเป็นน้อยกว่าโรคไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน โดยจะมีระยะเวลาอยู่มากกว่า 12 สัปดาห์ และก็บางทีก็อาจจะจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการรักษา

* โรคไซนัสอักเสบกึ่งเฉียบพลัน (Subacute sinusitis)

โรคไซนัสอักเสบกึ่งเฉียบพลันจะมีระยะเวลาในการติดเชื้อไม่เกิน 8 สัปดาห์ และมีวิธีซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ง่าย

สาเหตุของโรคไซนัสอักเสบ
โรคไซนัสอักเสบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้

* เชื้อแบคทีเรีย

การรับเชื้อแบคทีเรียสามารถที่จะส่งผลให้เกิดโรคไซนัสอักเสบได้ เพราะว่าเป็นการติดโรคแบบซ้ำๆซึ่งแบคทีเรียที่พบได้หลักๆอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ

* โรคภูมิแพ้

สภาวะภูมิแพ้ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ เพราะจะทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบรวมทั้งเกิดการบวมขึ้น หรือแม้แต่จนถึงอากาศภายในที่ไหลเวียนได้ไม่ดีพอก็ส่งผลก่อให้เกิดโรคไซนัสอักเสบได้เช่นกัน

* ภาวะกรดไหลย้อน

ภาวะกรดไหลย้อนเป็นสภาวะที่เกิดกรดขึ้นภายในกระเพาะ โดยจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะกลับมาที่โพรงหลังจมูก (nasopharynx) ก็เลยทำให้กรดนี้มีผลกระทบต่อเยื่อบุจมูกได้ และยังสามารถมีผลกระทบทำให้การได้รับเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ง่ายกว่าปกติ

สาเหตุเบื้องต้นที่กล่าวมา นับว่าเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการบวมของเยื่อบุจมูก (mucosal obstruction cause) เป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าก็ยังมีสาเหตุอื่นที่เกิดได้จากความผิดปกติของโครงสร้างที่อยู่ข้างในจมูก (structural cause) ได้อีก เป็นต้นว่า การทำงานผิดปกติของระบบไซนัส, ความผิดปกติของพัดโบกซีเลีย

อาการของโรคไซนัสอักเสบ
โรคไซนัสอักเสบ มีลักษณะอาการที่สามารถแสดงได้เฉพาะ เป็น

* มีลักษณะอาการปวดหน่วงในรอบๆไซนัส เป็นต้นว่า โหนกแก้ม รอบกระบอกตา หน้าผาก หรือหัวตา
* เมื่อเปลี่ยนท่าน้ำมูกจะไหลออก โดยจะเป็นสีเขียวหรือเป็นหนองข้นๆ
* มีอาการแน่นจมูกอยู่ตลอด
* ได้กลิ่นเหม็นกลิ่นคาวอยู่ตลอดเวลา
* โรคไซนัสอักเสบแบบรุนแรง มีอาการประมาณ 4 สัปดาห์
* โรคไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง มีลักษณะมากกว่า 12 อาทิตย์
* ควรพักผ่อนให้พอเพียง
* รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย
* ประคบร้อนในบริเวณที่ปวด
* ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างเร็ว
* ระยะเวลาของโรคไซนัสอักเสบ

แนวทางป้องกันโรคไซนัสอักเสบ
ในส่วนของวิธีป้องกันโรคไซนัสอักเสบ สามารถทำได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้

* กินน้ำสะอาด
* ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
* เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์
* เลี่ยงพื้นที่ที่มีมลภาวะที่มีผลต่อระบบหายใจ
* วิธีสำหรับดูแลตัวเอง เมื่อเป็นโรคไซนัสอักเสบ

เมื่อเป็นโรคไซนัสอักเสบ การดูแลตัวเองนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงที่สุด โดยสามารถที่จะกระทำตามได้ดังนี้

โรคไซนัสอักเสบ เป็นโรคที่สามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายต่อประสาทรับรู้กลิ่น ฉะนั้น เมื่อเกิดความผิดปกติควรจะที่จะจำเป็นต้องรักษาโดยด่วน

Tags : ไซนัส, การตรวจร่างกาย, ภูมิแพ้

Hits: 13

Total 0 Votes
0%

ประจำเดือนมาไม่ปกติ ทำยังไง? แบบไหนถึงเรียกว่าไม่ปกติ?

ประจำเดือน หรือ “วันนั้นของเดือน” คือ สิ่งที่สตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคนจำเป็นต้องเจอะเจอทุกเดือนๆแต่ละคนก็มีลักษณะและลักษณะที่แตกต่างกันไป บางบุคคลก็ผ่านระยะเวลานี้ไปได้ด้วยดี แต่บางคนกว่าจะผ่านไปได้ก็ทุลักทุเลไม่น้อย บ้างถึงกับจะต้องลาหยุดก็มี ความยากลำบากที่เกิดขึ้นจนกระทั่งกระทบชีวิตประจำวันนั้นบางทีอาจหมายความ “ประจำเดือนมาไม่ปกติ” ดังนั้นหญิงทุกคนจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจว่าประจำเดือนแบบไหนที่เรียกว่า “ผิดปกติ” ไม่ควรมองข้าม เพราะหากมีปัญหาจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

สิ่งที่ควรจะทราบคือ ถ้าหากประจำเดือนขาดหายไป นั่นมิได้ชี้ว่า “คุณท้องเสมอไป” แต่ว่าอาจเป็นอาการ หรือสัญญาณของความผิดปกติอะไรบางอย่างในร่างกายของคุณก็ได้

จะรู้ได้เช่นไรว่า ประจำเดือนเราปกติหรือไม่?
ให้ลองถามตัวคุณเองก่อนว่า :

* ประจำเดือนมาเสมอไหม
* ปริมาณประจำเดือนต่อรอบมากน้อยแค่ไหน มีกี่วัน
* ประจำเดือนมานานเกิน 8 วัน ต่อรอบหรือเปล่า
* ทุกๆวันคุณใช้ผ้าอนามัยกี่ชิ้นต่อวัน
* เมื่อคุณเปลี่ยนผ้าอนามัย เลือดประจำเดือนมีมากแบบชุ่มโชก หรือแฉะเพียงแค่เล็กน้อย
* ประจำเดือนหนสุดท้ายมากี่วัน
* ประจำเดือนเป็นเลือดก้อนคละเคล้าออกมาด้วยหรือไม่
* ประจำเดือนมีกลิ่น หรือมีไข้ร่วมด้วยไหม
* สีของประจำเดือนิดปกติไหม

คุณไม่จำเป็นที่ต้องจดบันทึกข้อมูลพวกนี้ แค่เพียงอาศัยการสังเกตก็เพียงพอแล้ว

ลักษณะของประจำเดือนบ่งชี้เกี่ยวกับสุขภาพได้มากมาย มาดูกันว่าประจำเดือนสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับร่างกายและก็สุขภาพของคุณได้บ้าง

* อาการปวดท้องประจำเดือน

ตอนมีรอบเดือนจะมาพร้อมกับลักษณะของการปวดท้องอีกทั้งแบบปวดบีบรวมทั้งปวดเกร็ง จากการการสำรวจพบว่า ราวร้อยละ 70 ของเพศหญิง ต้องทนทุกข์จากความเจ็บรอบๆท้องน้อยและมีลักษณะอาการท้องอืดระหว่างตอนมีรอบเดือน การที่พวกเรารู้สึกเจ็บปวดท้องในทุกๆเดือนนั้น มีเหตุที่เกิดจากการยุบรัด หรือการเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูกบริเวณเยื่อบุมดลูด เมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมาในแต่ละเดือนจะก่อให้สารที่เหมือนฮอร์โมนชื่อว่า “โพรสตาแกลนดิน (Prostsglandin)” หลั่งออกมารวมทั้งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวด หรืออาการอักเสบตามมา ยิ่งร่างกายหลั่งสารโพรสตาแกลนดินออกมาเยอะแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้การบีบรัดตัวเกิดขึ้นมากแค่นั้น เอาง่ายๆปวดท้องมากเพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่ว่าแม้ว่าคุณมีลักษณะปวดท้องประจำเดือนอย่างหนักบ่อยครั้งๆหรือทุกเดือนระหว่างมีรอบเดือน แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากว่าลักษณะของการปวดนี้อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติบางประการ เช่น เยี่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในช่องคลอด ความผิดปกติแต่กำเนิดของช่องคลอด หรือปากมดลูก แผลที่ช่องคลอด การได้รับเชื้อ

* ปริมาณของประจำเดือน

โดยธรรมดาประจำเดือนจะมามากในช่วงวันแรกๆและก็เบาๆลดน้อยลงจนหยุดในที่สุด จำนวนประจำเดือนในสตรีแต่ละคนนั้นต่างกัน โดยธรรมดาเลือดประจำเดือนจำต้องมาไม่เกิน 80 ซีซีต่อ 1 รอบ

จะรู้ได้อย่างไรว่าประจำเดือนแบบไหนเรียกว่ามามากมายหรือมาปกติ?

* ถ้าหากคุณเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2 หรือ 3 ชั่วโมง โดยที่ผ้าอนามัยเปียกชุ่มทุกครั้ง หรือปริมาณเลือดรวมของการมีรอบเดือนมากกว่า 80 ซีซีต่อ 1 รอบ จัดว่า คุณมีประจำเดือนมามาก
* ถ้าคุณเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมงแล้วก็ยังคงเป็นแบบนี้อย่างต่อเนื่องไปอีก 7-8 วัน คุณจะไม่จัดว่า เป็นผู้ที่มีรอบเดือนมาเยอะ แต่จะจัดว่าเป็นเป็นผู้ที่มีประจำเดือนมา “ผิดปกติ” ซึ่งอาจเกิดขึ้นเนื่องจากการขาด หรือมีมากเกินความจำเป็นของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
* ถ้าเกิดคุณเปลี่ยนผ้าอนามัย 2-3 ชิ้นต่อวัน จัดว่า มีเมนส์ธรรมดา
* หากประจำเดือนมาน้อยกว่า 5 ซีซีต่อรอบ โดยไม่ได้ใช้ยาคุม หรือฮอร์โมน จัดว่า มีประจำเดือนธรรมดา
* ถ้าเกิดประจำเดือนมากะปริดกะปรอย มาๆหยุดๆอีกทั้งเดือน นับว่าประจำเดือนมาไม่ปกติ

ประจำเดือนมาไม่ปกติอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะ การติดเชื้อ, โรคฮีโมฟิเลีย, เลือดจาง, ฮอร์โมนไม่สมดุล, เนื้องอก หรือก้อนเนื้องอกในสมอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ถ้าหากคุณมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของจำนวนเลือดประจำเดือน ให้เจอหมอทันที

* สีของประจำเดือน

สีประจำเดือนจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันในแต่ละครั้งแต่ละเดือนขึ้นอยู่กับความเก่าใหม่ของเลือด เลือดที่ออกมาในช่วงต้นๆจะมีสีแดงคล้ำเล็กน้อย และก็ถัดมาเปลี่ยนเป็นสีแดงสด แต่บางรายอาจเริ่มรอบด้วยประจำเดือนสีแดงสดรวมทั้งไปสู่ช่วงท้ายของประจำเดือนสีก็จะเข้มขึ้นอาจเหมือนสีน้ำตาล ถ้าเกิดมีสีผิดปกติร่วมกับประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเป็นเพราะโรค ตัวอย่างเช่น ประจำเดือนสีจาง เหมือนน้ำล้างเนื้อบางทีอาจเกี่ยวกับโลหิตจาง ประจำเดือนสีเสมือนน้ำเหลืองอาจเกี่ยวโยงกับเนื้องอก หรือโรคมะเร็ง

* รอบประจำเดือน

ประจำเดือน สื่อความหมายตรงตัวว่า มีเดือนละ 1 ครั้ง โดยทั่วไปรอบประจำเดือนจะอยู่ที่ 24 ถึง 38 วัน โดยเริ่มนับจากวันแรกที่มีประจำเดือน ถ้าหากประจำเดือนมาซ้ำในระยะเวลาเดิม จะจัดว่ารอบประจำเดือนปกติ ถ้ามาถี่กว่านี้ หรือมานานกว่านี้จัดว่าประจำเดือนมาไม่ปกติ ทั้งนี้ในแต่ละรอบควรใกล้เคียงกัน หรือห่างกันไม่เกิน 7-9วัน กรณีที่มิได้มีท้องแต่ว่าประจำเดือนขาดหายบ่อยมาก อาจระบุว่า คุณมีโรคของต่อมไทรอยด์ หรือระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ซึ่งอาจทำให้เกิดก้อนซีสต์ในรังไข่ได้ แต่ว่าบางครั้งก็อาจมีสาเหตุมาจากความเคร่งเครียดก็ได้ ฉะนั้นหากประจำเดือนหายบ่อยมาก จึงต้องควรไปพบหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

* ปริมาณวันที่มีรอบเดือน

โดยธรรมดาผู้หญิงจะมีเมนส์นาน 2 ถึง 6 วัน โดยประจำเดือนจะมามากมายในตอน 3 ถึง 4 วันแรก แต่ว่าถ้าหากมีเลือดประจำเดือนมาไม่ปกติ ได้แก่ นานเกิน 8 วัน ควรหารือหมอ

การที่ประจำเดือนมาไม่ปกตินั้นอาจเป็นเพราะเนื่องจากต้นสายปลายเหตุดังนี้ อย่างเช่น ฮอร์โมนไม่ปกติ เป็นโรคเลือด มีการอักเสบติดเชื้อโรค เป็นมะเร็ง มีเนื้องอก มีซีสต์ หรือถุงน้ำในรังไข่ มีการอักเสบติดโรคที่ปากมดลูก อย่างไรก็แล้วแต่ หากกำเนิดความผิดปกติเกิดขึ้นกับคุณ ไม่ควรอยู่เฉย หรือใช้ความเชื่อสำหรับเพื่อการตัดสิน ตัวอย่างเช่น ยิ่งประจำเดือนมีมาก ยิ่งหมดเร็ว ประจำเดือนเป็นเลือดเสีย ถ้าหากมีสีคล้ำๆตลอดรอบเดือนก็นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าควรจะรีบไปพบหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจึงเหมาะสมที่สุด

Tags : ช่องคลอด, อาการปวดท้อง

Hits: 21

Total 0 Votes
0%

ทำความรู้จักกับ มะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง แนวทางรักษา แนวทางให้กำลังใจตัวเอง

การถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก่อเกิดความกลัวและความตื่นตระหนกได้ แต่ถ้าคุณได้รับรู้ว่าเป็นระยะแรกก็คงใจชื้นขึ้น เนื่องด้วยโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็วเต้านมระยะที่หนึ่งยังสูงมากอีกด้วย

ระยะของโรคมะเร็งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวินิจฉัย คุณจะได้รับการตรวจอีกมาก ก่อนที่จะได้การวินิจฉัยอย่างถูกต้องครอบคลุม รวมทั้งการวางแผนการดูแลรักษา รวมทั้งในเนื้อหานี้จะขอพาทุกท่านมารู้จักวิธีในการรักษาต่างๆกันก่อน เพื่อเลือกทางที่สมควรก่อนที่จะเริ่มการรักษา

มะเร็งเต้านมระยะแรก
มะเร็งเต้านมระยะแรก เป็นระยะที่มีก้อนขนาดเล็กมาก หรือเป็นเพียงแค่กลุ่มของเซลล์ของโรคมะเร็งในเต้านม หรือในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง โรคมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นจะถูกจัดเป็น T0N0M0 สำหรับการเรียบเรียงแบบ TNM (TNM system) โดยจำนวนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วเป็นการให้คะแนนสำหรับก้อนมะเร็ง (tumor) การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง (node status) แล้วก็การแพร่ขยายไปยังที่อื่น (metastasis)

ถ้ามะเร็งของคุณถูกจัดเป็น T1 นั่นถือได้ว่าก้อนมีขนาดเล็กกว่าหรือพอๆกับ 2 เซนติเมตร อาจมีการแพร่ขยายในระดับที่ตามองไม่เห็น (micrometastasis) ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.1 ซม. ถ้าหากไม่เจอก้อนในเต้านม แต่เจอเซลล์ของโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองข้างๆ ก็จะถูกจัดเป็น N1

* โรคมะเร็งเต้านมระยะ 1A: คุณมีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 ซม. และไม่มีก้อน หรือเซลล์มะเร็งนอกเต้านม

* มะเร็งเต้านมระยะ 1B: เป็นได้ขั้นต่ำสองสถานการณ์

* มีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร หรือมีกลุ่มเซลล์มะเร็งเล็กๆในต่อมน้ำเหลือง
* ไม่มีก้อนในเต้านม แต่ว่ามีกลุ่มเซลล์ของมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 มม. แต่ว่าไม่เกิน 2 ซม. ในต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งเต้านมระยะ 1B แบบอื่นที่เป็นไปได้: อาจมีอีกทั้งก้อนขนาด 2 เซนติเมตรในเต้านม และก็มีการกระจายไปต่อมน้ำเหลือง

อัตราการรอดชีวิตสำหรับโรคมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง
จากข้อมูลของ National Cancer Database อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีเป็น 100% สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาครบ ดังนี้ อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปี ไม่ได้แสดงว่าคุณจะมีชิตอยู่ได้แค่ห้าปีหลังจากได้รับการวินิจฉัย

คนไข้โรคมะเร็งจะได้พบแพทย์ตลอดตรงเวลาห้าปี เพื่อติดตามให้มั่นใจว่าการฟื้นฟูสภาพเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่จำเป็นจะต้องมีการรักษาสำหรับในการเป็นซ้ำ ซึ่งถ้าสามารถควบคุมโรคได้เป็นระยะเวลานานขนาดนั้นแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกก็ลดน้อยลงมาก คุณอาจต้องเผชิญกับโรครวมทั้งสภาวะอื่นๆแม้กระนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง กล่าวโดยสรุปเป็น การพยากรณ์โรคดีมาก

การดูแลและรักษามะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง
ปัจจัยหลายประเภทส่งผลต่อการเลือกการดูแลรักษา ทั้งลักษณะความร้ายแรงของเซลล์มะเร็ง (Tumor grade), ฮอร์โมน, HER 2/neu status, การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง, ขอบเขตของการผ่าตัด (surgical margin) แล้วก็สารบ่งชี้โรคมะเร็ง (Tumor marker score) ระยะของโรคเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งส่วนใดสำหรับในการวินิจฉัยที่ทั้งยังคุณแล้วก็แพทย์จำต้องนำมาร่วมไตร่ตรองเพื่อวางแผนการรักษา

การดูแลและรักษาบางครั้งก็อาจจะเป็นเพียงการตัดก้อนมะเร็งออก (Lumpectomy) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (Centinel node biopsy) ต่อด้วยการฉายแสงรวมทั้งให้ฮอร์โมนบำบัดเป็นเวลาห้าปี แต่ว่าหากก้อนมะเร็งอยู่ลึก หรือมีประวัติโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัวที่เด่นชัด การตัดเนื้อเต้านมร่วมกับการเสริมสร้างเต้านมหลังการผ่าตัด (Skin sparing mastectomy with immediate reconstructions) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อมองหัวข้อการกระจายของโรค ก็บางทีอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการรักษา

ไม่ว่าจะผ่าตัดด้วยวิธีใดก็ตาม หมอจะแนะนำให้มีการรักษาร่วมเพิ่มเติมเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งการดูแลและรักษาดังที่กล่าวมาแล้วบางทีอาจรวมถึงการฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัดรักษา ฮอร์โมนบำบัดรักษา หรืออาจใช้หลายแบบร่วมกันเพื่อจุดประสงค์สำหรับการรักษาในแง่อื่น

การพยากรณ์โรค และก็อารมณ์ของคุณ

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง คุณอาจมองหากลุ่มช่วยเหลือ หรือผู้ป่วยคนอื่นที่ได้รับการวินิจฉัยคล้ายกัน ซึ่งเป็นความคิดที่ดีเนื่องด้วยคุณจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มาก่อน อย่างไรก็ตาม อารมณ์ความรู้สึกของคุณอาจจะหวั่นไหวมากพอๆกันกับผู้ป่วย}มะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายได้ หากว่าเรื่องจริงแล้วการพยากรณ์โรคจะแตกต่างเป็นอย่างมาก

ไม่ว่าใครที่ถูกบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งนะ” ก็คงมีอารมณ์หลากหลาย อีกทั้งกลัว กังวล สับสน ตกใจ กล่าวโทษสิ่งอื่นๆแล้วก็หวังว่าจะยอมรับได้ อารมณ์ของคุณเป็นสิ่งเป็นที่ยอมรับได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคมะเร็งระยะไหนก็ตาม คนที่ระยะโรครุนแรงกว่าคุณอาจจะช่วยเหลือคุณได้ แต่ว่าพวกเขาอาจจะเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคุณ อย่าให้สิ่งนี้มาเป็นสิ่งรบกวนจิตใจของคุณ แต่ว่าให้จดจ่ออยู่กับการฟื้นตัวแล้วก็การต่อสู้กับโรคของตน ควรมีความหวัง และก็มุ่งมั่น วางแผนในการมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมทั้งช่วยเหลือคนอื่นๆที่ประสบปัญหาเหมือนกันกับคุณ

Tags : การพยากรณ์โรค, ครอบครัว

Hits: 21

Total 0 Votes
0%

โรคริดสีดวงทวาร คืออะไร?

โรคริดสีดวงทวาร คือ การที่เส้นเลือดดำที่ลำไส้ใหญ่และก็ทวารหนัก มีอาการบวม โป่งพอง รวมทั้งมีหลอดเลือดเล็กน้อยยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยเกิดขึ้นจากหลากหลายต้นเหตุ

ริดสีดวง สามารถแบ่งออกเป็น 2 จำพวก ดังต่อไปนี้

* ริดสีดวงภายใน คือ ริดสีดวงทวารที่เกิดเหนือทวารหนักขึ้นไป ปกติจะเส้นเลือดที่โป่งพองจะไม่โผล่ออกมาให้มองเห็นแล้วก็คลำมิได้ และไม่ทำให้เกิดอาการหากยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน
* ริดสีดวงภายนอก เป็น ริดสีดวงบริเวณปากรอยย่นของทวารหนัก สามารถมองเห็นและก็คลำติ่งเนื้อที่ปกคลุมหลอดเลือดโป่งพองได้ อาจมีความรู้สึกเจ็บ ด้วยเหตุว่าที่ติ่งเนื้อมีปลายประสาทรับรู้

อาการโรคริดสีดวง
อาการของโรคริดสีดวง แบ่งได้ 4 ระยะ โดยความรุนแรงจะเพิ่มตามระยะที่เป็น อย่างเช่น

* ระยะที่ 1: มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก จะมีเลือดไหลออกมาเวลาเบ่งอุจจาระ รวมทั้งถ้าหากท้องผูก เลือดก็จะออกมากขึ้น
* ระยะที่ 2: หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้น เริ่มโผล่ออกมาพ้นทวารหนัก เวลาเบ่งอุจจาระจะออกมาให้เห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งหดกลับได้เองหลังการขับถ่าย
* ระยะที่ 3: หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากยิ่งกว่าเดิม เวลาไอจาม หรือยกของหนักๆที่จะต้องเกร็งท้อง จะมีการเบ่ง ให้หัวริดสีดวงทวารออกมาด้านนอก และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง จะต้องใช้นิ้วช่วยดันกลับเข้าไป
* ระยะที่ 4: หัวริดสีดวงโตมากขึ้น สามารถเห็นจากข้างนอกได้ชัดเจน มีอาการบวม อักเสบและก็อาการแทรกที่ร้ายแรงมากมาย โดยมีเลือดออกมาเสมอ บางทีอาจเป็นน้ำเหลืองเมือกลื่น และมีอุจจาระออกมาได้ ทำให้เกิดความสกปรกและเปียกชื้นตลอด อาจมีอาการคันที่ขอบปากทวารร่วมด้วย บางทีอาจเน่าแล้วก็อักเสบมากขึ้น นำมาซึ่งการรับเชื้อได้ง่าย รวมทั้งถ้ามีเลือดไหลอยู่เรื่อยจะก่อให้ซีดเซียว อ่อนแรง น้ำหนักตัวลดน้อยลง และก็มีอาการหน้ามืดได้

สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร
โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

* ภาวการณ์ท้องผูกเรื้อรัง
* ท้องร่วงบ่อย
* พฤติกรรมชอบเบ่งอุจจาระอย่างแรง
* ชอบนั่งอุจจาระเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มักเล่นมือถือในขณะถ่าย
* ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น
* มีสภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้เลือดดำตัน จนกระทั่งรอบๆเส้นเลือดดำรอบๆทวารโป่งพอง
* อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน กระทั่งทำให้เบาะรองเลื่อนลงมากระทั่งยื่นออกมาจากทวารหนัก
* บุคคลในครอบครัวมีประวัติ เคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก
* พฤติกรรมที่จำเป็นต้องยกของหรือออกแรงเบ่งมากมายๆ

การดูแลรักษาโรคริดสีดวง
โรคริดสีดวง สามารถรักษาได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

* รักษาโรคริดสีดวงด้วยตัวเอง หากเป็นโรคริดสีดวงในระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 สามารถรักษาให้หายด้วยตัวเองได้ โดยการแช่น้ำอุ่นในกะละมังใบใหญ่ เทด่างทับทิมผสมกับน้ำกระทั่งแปลงเป็นสีชมพูจาง(หรือแช่น้ำอุ่นอย่างเดียวได้) แล้วหลังจากนั้นนั่งแช่ลงในกะละมัง 15 – 20 นาที ควรจะทำทั้งก่อนแล้วก็หลังจากที่ถ่ายอุจจาระ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ รวมทั้งลดการขยายตัวของเส้นเลือดดำบริเวณทวารหนัก

* เหน็บยารักษาริดสีดวง ยาเหน็บรักษาริดสีดวงมีหลายยี่ห้อและหลายแบบ แม้กระนั้นมีตัวยาคล้ายกัน แนะนำให้เลือกยาเหน็บที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน 1 กรัม ลาโนลิน 15 กรัม ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญสำหรับการรักษาโรคริดสีดวง

* รักษาโดยการฉีดยา ใช้รักษาริดสีดวงข้างในระยะที่ 1 และก็ 2 แล้วก็ริดสีดวงที่เลือดออกมาก โดยฉีดสารเคมีเข้าไปในตำแหน่งชั้นใต้ผิวหนังบริเวณที่มีขั้วของริดสีดวงอยู่ นำมาซึ่งพังพืดไปอุดกันเส้นโลหิตที่ส่งเลือดมาที่ริดสีดวง เลือดจะหยุดไหล และก็ริดสีดวงจะฝ่อในที่สุด แม้กระนั้นขณะฉีดต้องระมัดระวังไม่ฉีดเข้าริดสีดวงโดยตรง เนื่องจากจะมีผลให้สารเคมีเข้าเส้นโลหิต ทำให้เกิดการแน่นหน้าอก รวมทั้งเจ็บท้องด้านบนได้

* การดูแลรักษาโดยการใช้ยางรัด โดยการใช้ยางรัดหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา เพื่อให้เกิดการขาดเลือด ซึ่งจะทำให้หัวของริดสีดวงฝ่อและก็หลุดไปเองตามธรรมชาติ ใช้สำหรับริดสีดวงทวาร ในระยะที่ 1 2 แล้วก็ 3

* การผ่าตัด ใช้รักษาริดสีดวงในระยะที่ 3 รวมทั้ง 4 เพราะว่าริดสีดวงจะมีขนาดใหญ่มากกระทั่งไม่สามารถที่จะกลับเข้าไปได้เอง จะต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพียงแค่นั้น ซึ่งการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับจำนวนและประเภทของริดสีดวงทวาร แล้วก็ความชำนาญของศัลยแพทย์ ดังเช่น ริดสีดวง 1 – 2 ตำแหน่ง อาจมีการใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยสำหรับเพื่อการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ไหมเย็บแผล แต่หากมีริดสีดวงทวารตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไป บางทีอาจต้องใช้อุปกรณ์สำหรับตัดต่อเยื่อบุลำไส้จำพวกกลม โดยการตัดรวมทั้งเย็บนี้จะกำเนิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ซึ่งแนวทางการนี้ มีข้อดี เป็น สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง ผู้ป่วยจะไม่มีแผลข้างนอกเลย ทั้งยังลักษณะของการเจ็บปวดหลังผ่าตัดก็มีไม่มาก

Tags : ริดสีดวงทวาร, ทวารหนัก

Hits: 15

Total 0 Votes
0%

BaNaNa ให้คุณช้อปออนไลน์ง่ายที่สุดกับ โน๊ตบุ๊ค hp พลังที่ทำทั้งหมดทุกอย่างที่คุณปรารถนา

HP แบรนด์คอมพิวเตอร์ที่หลายท่านรู้จักดีว่าเป็นแบรนด์ประสิทธิภาพสูง นวัตกรรมด้านไอทีจาก HP ตอบสนองผู้ใช้งานได้ทุกระดับจริงๆอีกทั้ง HP ยังเคยทะยานขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในวงการสินค้าและโซลูชั่นไอทีมาในระยะเวลาหนึ่งด้วย นี่คือตำนานบทหนึ่งที่ซิลิคอนวัลเลย์ หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมสินค้าITและคอมพิวเตอร์ที่คนทั้งโลกวางใจ ซึ่งในวันนี้แบรนด์นี้ก็ยังคงไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมทั้งโซลูชั่นITดีๆออกมา ที่ยังน่าสนใจอยู่เสมอก็คือ โน๊ตบุ๊ค hp ที่ไม่ได้มีดีเพียงแค่ความแรง แต่ยังมีรูปแบบที่หลากหลายตอบปัญหาไลฟ์สไตล์การใช้งานของคนรุ่นใหม่ในทุกสไตล์การใช้งานอีกด้วย

ไม่ว่าใครก็ตามถ้าจะซื้อโน๊ตบุ๊คไปใช้งานสักหนึ่งรุ่น ทุกคนก็ย่อมมองหาโน๊ตบุ๊ค ราคาไม่แพงซึ่งสามารถให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีในระดับหนึ่งไปพร้อมๆกันด้วย ซึ่งโน๊ตบุ๊คจากแบรนด์ HP สามารถมอบความพิเศษนี้ให้กับคุณได้ ไม่เพียงแค่มอบราคาที่พิเศษให้กับคุณ ยังมอบคุณภาพที่เหนือระดับในการใช้งานให้กับคุณด้วย เมื่อคุณได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ของ HP คุณต้องบอกเลยว่า คุ้มกับราคาและไม่มีคำว่าแพงเลย เพราะทาง HP เน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อย่างมีสไตล์ ใส่ความพิถีพิถันลงไปในสินค้าในขณะเดียวกันก็ผสานพลังที่มากความสามารถลงไปในสินค้าของตัวเองด้วย พลังที่ HP ได้ทุ่มใส่ลงไปนั้นเป็นพลังที่สามารถทำให้คุณพิชิตงานได้หมดทุกอย่าง แก้ปัญหาการจัดการงานที่วุ่นวายด้วยประสิทธิภาพการประมวลผลที่ไม่ธรรมดา ทำให้ไม่ว่าจะงานแบบไหนโน๊ตบุ๊คของ HP ก็สามารถจัดการได้ทุกอย่างจริงๆ

นอกเหนือจากความประณีตที่ลงตัวแล้ว HP ยังไม่เคยลืมว่าผู้ใช้งานทุกคนล้วนปรารถนาผลิตภัณฑ์ที่มีราคาที่ยอมรับได้ ทำให้ราคาโน๊ตบุ๊ค hp ออกมาค่อนข้างจะที่จะถูกใจผู้ใช้งานไม่น้อย เพราะว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วระหว่างสเปก คุณภาพกับราคา ทุกคนก็ชอบบอกว่า HP เป็นมีความคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุด เนื่องจากโน้ตบุ๊คจากแบรนด์นี้ทำได้มากยิ่งกว่าที่คิด จัดการภารกิจได้อย่างครอบคลุมตามที่ต้องการ อีกทั้งยังมีสีสันที่สวยงามให้ความละเอียดในทุกเฉดสี สามารถสร้างความสมบูรณ์แบบในงานทุกประการได้ด้วยมือของผู้ใช้งานเอง เมื่อ HP คิดประดิษฐ์อย่างไม่หยุดยั้งแบบนี้ BaNaNa ก็เลยมีใจให้เต็มที่ และขอนำความพรีเมียมพวกนี้ส่งต่อให้ท่านทุกคน

BaNaNa ขอยืนยันว่าแม้เลือกใช้โน๊ตบุ๊ค hp จะไม่มีคำว่าผิดหวัง สัมผัสความสร้างสรรค์สุดละเอียดลอออย่างนี้กันได้แล้วที่ BNN.in.th ตอบโจทย์คุณด้วยสินค้าไอทีที่มีครบ จบได้ในที่เดียว ที่มิได้มีดีแค่ความครบ แต่ยังมาเสนอคุณด้วยราคาที่น่าคบอีกด้วย ช้อปง่ายช้อปสบาย สั่งซื้อแล้วรอรับผลิตภัณฑ์ได้เลย พวกเราพร้อมจัดส่งให้คุณอย่างด่วนที่สุด ใน 3 ชั่วโมง ได้สินค้าไปใช้เลย ทั้งยังมีบริการสุดยอดเยี่ยมหลังการขาย หากสินค้ามีปัญหาต่างๆทางบานาน่ายินดี รับเคลมเปลี่ยนสินค้า หรือรับผิดชอบให้ท่านอย่างเต็มเปี่ยม ตัวจริงเรื่องไอทีอย่างนี้ช้อปเลยที่ BNN.in.th

Tags : โน๊ตบุ๊ค hp

Hits: 19

Total 0 Votes
0%