ซิเดกร้า สุดยอดไวอากร้าสัญชาติไทย

ซิเดกร้า สุดยอดไวอากร้าสัญชาติไทย

ซิเดกร้า สุดยอดไวอากร้าสัญชาติไทย
ประเทศไทย และ อีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี คนวัยนี้ฮอร์โมนทางเพศจะต่ำลง แถมยังมีโรคอื่นเข้ามาแทรกซ้อนอีกหลายโรค ส่งผลให้เกิดปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตามมา
ปัญหาเซ็กซ์เสื่อม ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตคู่ ไวอากร้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมีราคาค่อนข้างสูง อภ.ผลิตยาซิเดกร้า หรือยาแก้ปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ออกมาจำหน่ายมานานกว่า 3 ปีแล้ว สามารถช่วยลดปัญหาการแพร่ระบาดของยาปลอม ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้ยาซิเดกร้าแทน กรซิเดกร้า มีตัวยาสำคัญคือ ยาซิเดนาฟิล ช่วยกระตุ้นการขยายหลอดเลือดอันส่งผลต่อการแข็งตัว  ทำการออกฤทธิ์ปรับเปลี่ยนการตอบสนองของร่างกายในการกระตุ้นทางเพศ  เพิ่มไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารเคมีที่หลั่งออกมาตามปกติในระหว่างการกระตุ้นทางเพศ ทำให้กล้ามเนื้อในองคชาตคลายตัว ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในบริเวณองคชาตดีขึ้น  ส่วนผลข้างเคียงของยานั้น อาจทำให้ผู้ใช้บางคน รู้สึกตัวร้อนและหัวใจเต้นเร็ว ปวดหัวหรือสายตามัว ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปในระยะ 3-6 ชั่วโมง
สำหรับท่านใดที่สนใจในสรรพคุณของ ซิเดกร้า แม้ว่า ซิเดกร้าจะปลอดภัยแน่นอน แต่ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวหากท่านรับประทานยาตัวอื่นร่วมด้วย
สนใจเข้าชมเว็บไซต์ ซิเดกร้า สุดยอดไวอากร้าสัญชาติไทย
ดูแลสุขภาพฟันให้ลูกหลานและเด็กเล็กเพื่อไม่ให้มีฟันผุ

ดูแลสุขภาพฟันให้ลูกหลานและเด็กเล็กเพื่อไม่ให้มีฟันผุ

เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกในวัยเด็กเล็ก ที่ชอบกินขนมขบเคี้ยว ลูกอมและของหวานต่างๆ ต่างก็กังวลถึงสุขภาพฟันของลูก ว่าดูแลอย่างดีและตรวจเช็คความสะอาดของช่องปากลูกๆดีหรือไม่ เพราะเด็กเล็กๆมักจะไม่ชอบแปรงฟัน และนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฟันผุของเด็กๆ ซึ่งอาจจะบานปลายจนถึงกับต้องถอนฟันออกมาได้ ในวัยเด็กนั้นจะมีฟันน้ำนม ซึ่งจะต้องหลุดออกมาเมื่อมีอายุมากขึ้นจนกลายมาเป็นฟันแท้ แต่ถ้าเป็นฟันผุที่ต้องมีการถอนออก tooth extraction และอาจจะมีการงอแงและความเจ็บปวดที่เด็กๆได้รับนั้น อาจจะทำให้มีไข้ขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องคอยรับมือกับอารมณ์แปรปรวนนั้นอย่างมีสติ

นอกจากการป้องกันในเรื่องของฟันผุในเด็กเล็กแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือการดูแลอาหาร อาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพฟันและกระดูก ส่วนรายละเอียดในการดูแลฟันของเด็กเล็กนั้น ต้องได้มืออาชีพอย่างโรงพยาบาลเปาโลมาแชร์ข้อมูล โรคฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากรวมตัวกับเศษอาหารและน้ำลายสะสมกันเป็นคราบเหนียว ที่เรียกว่า คราบฟัน หรือคราบแบคทีเรีย ซึ่งจะเกาะอยู่บนผิวของฟัน แบคทีเรียเหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพน้ำตาลและแป้งให้เป็นกรด มีฤทธิ์ทำลายแร่ธาตุที่ผิวฟัน จนก่อให้เกิดเป็นรู โดยเริ่มจากขนาดเล็กๆ ลุกลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคฟันผุ ซึ่งปัญหาฟันผุในเด็กนั้น สามารถเกิดได้ในเด็กตั้งแต่อายุไม่ถึง 1 ปี หรือเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นเป็นซี่แรก เนื่องจากชั้นเคลือบฟันของฟันน้ำนมจะบางกว่าชั้นเคลือบฟันของฟันแท้ และยังมีแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของความแข็งแรง เช่น แคลเซียม และฟอสฟอรัสน้อยกว่าในฟันแท้อีกด้วย จึงทำให้ฟันน้ำนมมีโอกาสผุได้ง่ายมาก หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กฟันผุมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว โดยเฉพาะในปัจจุบันมักฝึกให้ลูกดื่มนมจากขวดนม แล้วปล่อยให้เด็กนอนหลับไปพร้อมกับขวดนม จึงทำให้น้ำตาลที่อยู่ในน้ำนมหรือนมผงสามารถทำลายเคลือบฟันน้ำนมได้ รวมถึงการปล่อยให้เด็กกินขนมกรุบกรอบและขนมหวานตามใจชอบแล้วไม่ยอมแปรงฟัน ผู้ปกครองควรที่จะใส่ใจในเรื่องการแปรงฟันของลูกเป็นพิเศษ โดยควรฝึกให้เด็กแปรงฟันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวันเป็นประจำทุกวันจนเป็นนิสัย ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ลูกฟันผุขึ้นมาแล้ว เด็กจะมีอาการปวดฟันตามมา และอาจเกิดความเจ็บปวดมากจนทำให้ไม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติ ทำให้น้ำหนักตัวลดลง บางคนอาจถึงขั้นขาดสารอาหาร ซึ่งส่งผลต่อระดับการเจริญเติบโต พัฒนาการของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า และช่องปาก รวมทั้งกระดูกขากรรไกรได้ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กที่มีฟันผุจะมีเชื้อโรคในช่องปากมาก เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ฟันแท้ที่จะขึ้นตามมาผุได้เช่นกัน และหากฟันผุมาก อาจเกิดการติดเชื้อลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของขากรรไกร และใบหน้า ลำคอ หรือทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความต้านทานเชื้อโรคในตัวเด็กมีน้อยกว่าผู้ใหญ่นั่นเอง

 

 

หมั่นดูแลสุขภาพกระดูกและฟันเมื่อสูงวัยขึ้นเพื่อทานอาหารได้อย่างมีความสุข

หมั่นดูแลสุขภาพกระดูกและฟันเมื่อสูงวัยขึ้นเพื่อทานอาหารได้อย่างมีความสุข

หากเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น การดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองก็จะยิ่งระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เพราะร่างกายนั้นมีความเปราะบาง โดยเฉพาะกระดูกและฟันที่เราอาจมองข้ามได้ การออกกำลังกายที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อต่างๆ ช่วยให้เรามีสุขภาพกายและบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าหากเราละเลยการดูแลในเรื่องของกระดูกแล้วล่ะก็ อาจจะเกดผลร้ายตามมาได้ เช่น การปวดข้อต่างๆตามร่างกายที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่อาการความรุนแรงนั้นอาจจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ซึ่งเราควรดูแลอย่างใกล้ชิด

การรับประทานทั้งอาหารหลักที่มีประโยชน์และรวมไปถึงอาหารเสริมที่อาจจะเข้ามามีบทบาทในการเสริมสร้างความแข็งแรงและป้องกันการผุของกระดูก และส่วนที่สำคัญนั้นก็คือความแข็งแรงของฟัน ที่จะช่วยให้เรารับประทานอาหารได้อร่อยและบดเคี้ยวอาหารต่างๆ แต่ถ้าผู้สูงอายุสูญเสียฟัน เราก็สามารถหาฟันปลอมทดแทนได้ หรือจะเป็นการทำ Dental implant ที่ช่วยให้ฟันยังคงใช้งานได้อย่างดี ซึ่งมีบริการอย่างมากมายในคลินิกทำฟันและได้รับการดูแลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนอาหารเสริมที่ควรรับประทานควบคู่ไปกับอาหารหลักเพื่อให้กระดูกและฟันแข็งเรงนั้น ซึ่งในเว็บไซต์ลองไลฟบาลานซ์ได้แชร์ไว้ว่า แคลเซียมมีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก โดยที่ร่างกายของคนเรา มีแคลเซียมร้อยละ 90 อยู่ในกระดูก แคลเซียมที่เหลือประมาณร้อยละ 10 จะอยู่ในเซลล์และเลือด โดยหน้าที่ของแคลเซียม คือ สร้างความ แข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ช่วย enzyme ในการทำงาน ทำให้เลือดแข็งตัว ช่วยให้หัวใจเต้นปกติ เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าแคลเซียม มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่ร่างกายจะสร้างแคลเซียมตั้งแต่เด็กจนถึงช่วงอายุประมาณ 30 ปี เท่านั้น หลังจากอายุ 30 ปี จะเริ่มมีการสลายแคลเซียมจากกระดูก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะมีการสลายแคลเซียมจากกระดูกมาขึ้น ร่วมกับ ผู้สูงอายุบางรายมีข้อจำกัดในการรับประทานอาหาร ทำให้การได้รับแคลเซียมในแต่ละวันไม่เพียงพอ ทำให้มวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลงจากการขาดแคลเซียม เมื่อแคลเซียมในร่างกายไม่เพียงพอก็จะเกิดการสลายแคลเซียมในกระดูกเพื่อดึงเอาแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือดให้อยู่ในระดับคงที่เพื่อรักษาสมดุลของการทำงานของร่างกาย ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงมักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกบางและกระดูกพรุน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิง เมื่อประสบอุบัติเหตุจึงทำให้กระดูกหักและเปราะได้ง่าย การป้องกันปัญหาสุขภาพดังกล่าว จึงมีการแนะนำให้รับประทานแคลเซียมเพิ่มเติมจากอาหารเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากร่างกายเราสามารถดูดซึมแคลเซียมที่เรารับประทานเข้าไปร่างกายดูดซึมจากอาหารเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย อายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมจะลดลง โดยวัยทารกดูดซึมได้สูงสุด 60 % `และจะลดลง 15 – 20 % ตามวัยที่มากขึ้น ปริมาณวิตามินดี (Vitamin D) ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซึมแคลเซียมมีไม่เพียงพอ ซึ่งวิตามินดี ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้ และสามารถได้รับจากอาหารบางชนิดได้ โดยปกติวิตามินดีจะถูกเก็บไว้ใต้ผิวหนังในชั้นเนื้อเยื่อไขมัน เมื่อร่างกายเราสัมผัสแดดจะเกิดการสังเคราะห์วิตามินดีเก็บไว้ในชั้นใต้ผิวหนังต่อไป ส่วนอาหารที่มีวิตามินดี ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมากเช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาทู (mackerel) เนื้อวัว ชีส ไข่แดง และ เห็ด เป็นต้น

 

 

เหตุผลที่คุณควรใส่ “รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพ” ออกไปเดินเล่นในวันสบาย ๆ

เหตุผลที่คุณควรใส่ “รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพ” ออกไปเดินเล่นในวันสบาย ๆ

ในเวลานี้หากจะหารองเท้าใส่เดินเล่นสักคู่ เชื่อว่าใครหลายคนต่างคิดถึงแต่รองเท้าแตะหรือไม่ก็ผ้าใบเป็นสิ่งแรก จนลืมไปว่ายังมีรองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพรอคุณอยู่ ที่ทั้งเบาสบายแบบมีสายรัดกระชับเข้าพอดีกับรูปเท้า รวมถึงยังเป็นรองเท้าชนิดเปิดจึงไม่มีกลิ่นอับชื้นคอยกวนใจ ซึ่งในปัจจุบันรองเท้ารัดส้นถูกดีไซน์ให้เข้ากับแฟชั่นได้หลากหลายลุคการแต่งตัว จึงไม่ต้องกลัวว่าจะตกเทรนด์แต่อย่างใด และในวันนี้เราจะมาขยายความถึงเหตุผลที่คุณควรใส่รองเท้าชนิดนี้ ออกไปเดินเล่นกินลมชิลล์ ๆ กัน !

 

ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี

รองเท้ารัดส้น ใส่สบายคู่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานหนักอย่าง การเดินป่าหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จึงจำเป็นที่จะต้องใช้วัสดุคุณภาพดีในการผลิต แม้จะต้องลุยน้ำ ฝ่าโคลน หรือโดนแดดก็ไม่หวั่น แถมวัสดุส่วนใหญ่ยังทำมาจากยาง ฉะนั้น แม้จะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแค่ไหน เพียงใช้น้ำสะอาดล้างเข้าหน่อย ผึ่งแดดสักพัก ก็นำกลับมาสวมใหม่ได้แล้ว

 

เป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพจริงหรือ ?

ในปัจจุบันผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ตั้งแต่อาหารการกินตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งรองเท้าที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยผู้ผลิตได้ออกแบบรองเท้ารัดส้น ชายและของผู้หญิง ให้มีพื้นสัมผัสที่นุ่มเบาสบาย รองรับทุกสรีระสุขภาพเท้า และช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหากต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพจึงค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุและผู้ที่รักสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

 

ไม่อับชื้นและระบายอากาศได้ดี

อย่างที่ได้เกริ่นไปว่ารองเท้าคู่นี้ใส่แล้วให้ความรู้สึกเบาสบาย และที่สำคัญเป็นรองเท้าแบบเปิด ซึ่งสามารถระบายหรือถ่ายเทอากาศได้ดี จึงหมดห่วงเรื่องกลิ่นอับชื้นสะสมไปได้เลย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราที่เท้าได้อีกด้วย ดังนั้น รองเท้ารัดส้นสวยๆ คู่นี้นี่แหละ ตอบโจทย์วันสบาย ๆ ของคุณที่สุด !

 

เข้าใจ ‘รองเท้ารัดส้น’ ก่อนเลือกซื้อ

  • ไม่ควรใส่รองเท้ารัดส้น ใส่สบายออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เนื่องจากเป็นรองเท้าแบบเปิด จึงอาจป้องกันอาการบาดเจ็บได้ไม่ดีเท่ากับรองเท้าผ้าใบ
  • ก่อนซื้อต้องลองสวมดูก่อนทุกครั้ง เนื่องจากสายรัดอาจเสียดสีกับผิวระหว่างเดิน จนกลายเป็นแผลแสบสันเอาได้ในท้ายที่สุด
  • เลือกรองเท้ารัดส้นให้พอดีกับรูปเท้า ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป เพราะนั่นอาจมีผลต่อการรับและกระจายน้ำหนักตัว ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยบริเวณส้นเท้าขึ้นมาถึงข้อเท้าได้

 

และนี่คือ เหตุผลที่คุณควรใส่รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพไปออกทริปท่องเที่ยวหรือเดินเล่นให้หนำใจ ซึ่งในปัจจุบันเหล่าผู้ผลิตต่างพากันออกแบบรองเท้ารัดส้น ผู้หญิงและของผู้ชาย ให้สามารถแมทช์กับการแต่งตัวได้หลากหลายลุค จึงไม่ต้องกลัวว่าจะตกเทรนด์ ดังนั้น ในวันสบาย ๆ อย่างนี้ อย่าลืมหามาใส่กันด้วยล่ะ !

               

เมื่อการสวมหน้ากากอนามัยคือเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าร่างกาย

เมื่อการสวมหน้ากากอนามัยคือเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าร่างกาย

สิ่งที่หลายคนกังวลคือ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เราต้องป่วย และมีร่างกายอ่อนแอ เพราะเมื่อตราบใดก็ตามที่ร่างกายเราอ่อนแอแล้วล่ะก็ เชื้อโรคและอาการป่วยต่างๆก็จะตามมาอีกด้วย เวลาที่เราป่วยกาย สภาพจิตใจก็จะเศร้าหมองตามไปด้วย เพราะเราจะรู้สึกหดหู่และไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรต่อไป เพราะฉะนั้นแล้ว เราจึงต้องดูแลตัวเองควบคู่ไปกับทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆต่อการดูแลสุขภาพ

การระมัดระวังตัวเพื่อป้องกันตัวเองเบื้องต้นที่เราทุกคนสามารถปฏิบัติได้ อย่างการสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันอย่างดีไม่ให้เชื้อโรค ไวรัสต่างๆเข้าสู่ร่างกาย เพราะเราไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ออกนอกบ้าน ใช้รถสาธารณะได้ เนื่องจากเรายังต้องทำงานและหารายได้ในการประกอบอาชีพ จึงไม่แปลกใจว่า หน้ากากอนามัยได้กลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตประจำวันของเราแล้ว และยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานทั่วโลกอีกด้วย จากการป้องกันตัวเองก่อน โดยการสวมหน้ากากอนามัย เพราะเราไม่สามารถเชื่อใจใครได้ว่าใครบ้างที่ป่วยและติดเชื้อ รวมไปถึงบุคคลที่ไม่มีอาการแต่สามารถเป็นพาหะในการแพร่เชื้อได้ นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีปรพโยชน์ก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่เรามากขึ้น เมื่อพูดถึงอาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สิ่งแรกที่ทุกท่านนึกถึงก็น่าจะมีสารอาหารตัวหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด คือ วิตามินซี ซึ่งจริง ๆ แล้วในแง่มุมทางด้านโภชนาการ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค สารพิษและสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกายนั้น คือการที่มีภาวะโภชนาการที่ดี ได้รับพลังงาน สารอาหารหลักทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารอาหารรองทั้งวิตามิน A C E D B6 B9 (โฟเลต) B12 และแร่ธาตุสังกะสี ซีลีเนียม เหล็ก ทองแดง แมกนีเซียม และแมงกานีส รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด ที่เพียงพอและสมดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรับประทานอาหารให้ได้รับทั้งสารอาหารหลัก วิตามิน แร่ธาตุ ดังกล่าวที่เพียงพอนั้น เราสามารถได้รับจากแหล่งอาหารจากธรรมชาติ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมแต่อย่างใด เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าวิตามินหรือแร่ธาตุตัวไหนจะป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ แต่เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและเป็นแนวทางในการเลือกแหล่งอาหารที่ดี มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ขอหยิบยกสารอาหารตัวเด่น ๆ ที่บทบาทต่อภูมิต้านทาน วิตามินซี ช่วยการทำงานของเม็ดเลือดขาวและช่วยกระบวนการทำลายเชื้อโรค โดยความต้องการต่อวันตามข้อกำหนดปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ในเด็กอายุ 1-8 ปี ควรได้รับ 25-40 มิลลิกรัมต่อวัน ในเด็กและวัยรุ่นช่วงอายุ 9-18 ปี ควรได้รับ 60-100 มิลลิกรัมต่อวัน และวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 85-100 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งแหล่งวิตามินซีในอาหารจะอยู่ในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ปริมาณการรับประทานต่อวันเพื่อให้ได้รับวิตามินซีที่เพียงพอ

 

ป้องกันตัวเองจากโรคระบาดโควิด-19 เริ่มต้นจากการล้างมือ

ป้องกันตัวเองจากโรคระบาดโควิด-19 เริ่มต้นจากการล้างมือ

ความเครียดที่เกิดจากความกังวลและข่าวสารที่เราได้รับในแต่ละวัน ทำให้สภาพจิตใจเราย่ำแย่ลงทุกวัน อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจคือการล้างมือ ซึ่งการล้างมือนั้น เราได้ทำเป็นกิจวัตร ก่อนการรับประทานอาหาร หรือหลังจากการเข้าห้องน้ำ ทำธุระ เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก และแน่นอนว่า ในช่วงโรคระบาดโควิด-19 เราจึงต้องล้างมือบ่อยขึ้นอย่างเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ การใช้เจลล้างมือ หรือจะเป็นสบู่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการล้างมือ ทำความสะอาด ชำระล้างทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด

เมื่อการป้องกันตัวเองคือสิ่งจำเป็นที่เราต้องรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เพราะไม่ใช่แค่เราที่จะต้องเดือดร้อนเมื่อติดโรคร้ายขึ้น ครอบครัวและคนที่เรารักเช่นกัน หากเราติดโรค คนในครอบครัวที่อยู่ใกล้ชิดกับเราเองก็จะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดโรคได้ หากมีอาการหนักก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น ถ้าครอบครัวไหนมีผู้สูงอายุแล้วล่ะก็ การดูแลยิ่งจะต้องเพิ่มมากขึ้นไปอีก รวมไปถึงการให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มภูมิคุ้มกัน ความต้านทานโรค ผลต่อสมองและจิตใจทำให้การนอนหลับพักผ่อนดีขึ้น ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและขับถ่ายดีขึ้น ช่วยลดน้ำหนัก ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ช่วยชะลอความชรา ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ช่วยรักษาโรคบางชนิดได้ พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง สามารถลดระดับน้ำตาลและไขมันลงได้จากการออกกำลังกาย ในผู้สูงอายุที่ขาดการออกกำลังกาย จะส่งผลให้ไม่กระฉับกระเฉงอีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดอาการปวดตามข้อต่างๆ กระดูกเปราะบาง เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น ผู้สูงอายุควรออกกําลังกายอย่างต่อเนื่องนานประมาณ 30-45 นาที แต่ควรเริ่มต้นด้วยเวลาน้อยๆก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาการออกกำลัง โดยอาจจะเลือก กิจกรรมแบบแอโรบิค 150 นาที ต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อ 2 วันต่อสัปดาห์ สามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมออกกำลังกายไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน ที่สำคัญก่อนออกกำลังกายควรอบอุ่นร่างกายทุกครั้งประมาณ 10 นาที เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อ และอย่าหยุดทันทีทันใดภายหลังออกกำลังกาย ให้เวลาในการ คูลดาวน์ ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจและสมอง ซึ่งจะลดอาการปวด เวียนศีรษะลงได้ การออกกำลังกายในผู้สูงอายุมีความแตกต่างจากการออกกำลังกายในคนหนุ่มสาวมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพื่อลดโอกาสการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย เช่น มีการบาดเจ็บบริเวณกระดูก ข้อต่อ กระดูกอ่อน เอ็น และกล้ามเนื้อ เป็นต้น นอกจากนี้อาจมีเหงื่อออกมากเกินไป การขาดน้ำ หรืออาการหัวใจวายเฉียบพลัน การออกกำลังกายที่ดีต้องทำอย่างถูกต้องและเหมาะสม ไม่หักโหม