กันแดดก่อนซื้อควรทำอย่างไรบ้าง และความเชื่อผิด ๆ ในการใช้

สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกซื้อกันแดด และความเชื่อที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้

สำหรับใครที่รู้จักสภาพผิวของตนเองและรู้ว่าควรเลือกซื้อกันแดดรูปแบบไหน ประเภทใดแล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจทันที เพราะรู้แค่นั้นอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและการป้องกันที่เหมาะสม รวมทั้งบางคนก็มีความเชื่อแบบผิด ๆ ในการใช้ผลิตภัณฑ์อยู่ด้วย ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกซื้อกันแดด และความเชื่อที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้เพื่อนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงจำเป็นและไม่อาจมองข้าม

 

สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกซื้อกันแดดมาใช้งาน

  • พิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องสารช่วยป้องกันรังสี UV เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดริ้วรอย จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ รวมถึงมะเร็งผิวหนัง
  • ควรใช้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่บอกค่าป้องกันแสงแดด อย่าง ค่า SPF / PA เช่น SPF 30 PA ++ หรือค่า SPF 50 PA +++ เป็นต้น โดยเลือกใช้ตามความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อย่างถูกแสงแดดจัด ๆ ให้เลือกค่า SPF / PA สูงเข้าไว้
  • ฉลากที่ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดต้องเป็นภาษาไทย ระบุประเภทและชื่อของผลิตภัณฑ์ ปริมาณ ส่วนประกอบ ผู้ผลิตผู้นำเข้า สถานที่ผลิต วันผลิต วันหมดอายุ วิธีใช้ คำเตือน ฯลฯ อย่างชัดเจน
  • ใครต้องการป้องกันแสงแดดเพราะต้องเล่นกีฬากลางแจ้ง ควรเลือกผลิตภัณฑ์แบบ Sweat resistance หรือกันเหงื่อ ส่วนใครต้องว่ายน้ำเล่นกลางแจ้งควรเลือกแบบ Water resistance หรือกันน้ำ 

 

ความเชื่อที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์

1. ไม่โดนแดดไม่ต้องทากันแดด

อาจคิดว่าไม่ได้ออกนอกบ้าน ไม่ได้ถูกแสงแดดคงไม่ต้องทาผลิตภัณฑ์ แท้จริงแล้วแสงรังสี UV ไม่ได้มีเฉพาะแสงแดดเท่านั้น แต่ยังเกิดจาก หลอดไฟ หน้าจอมือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกด้วย จึงพึงระลึกไว้เสมอว่ายังไงการทาผลิตภัณฑ์ก็จำเป็นในชีวิตประจำวันอยู่ดี

2. ทาครั้งเดียวกันน้ำได้ทั้งวัน

ที่แนะนำข้างต้นว่าหากเล่นน้ำ ลงสระกลางแจ้งใด ๆ ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบ Sweat resistance ซึ่งไม่ได้มีความสามารถกันน้ำได้หลายชั่วโมงอย่างที่ใครเข้าใจ แต่กันน้ำได้ประมาณ 40 นาทีเท่านั้น ประสิทธิภาพก็จะเสื่อมลงเรื่อย ๆ พอเราไม่ทาซ้ำก็ทำให้ผิวหน้าโดนแดดแผดเผากลายเป็นผิวไหม้ หมองคล้ำ

3. ทาผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF ซ้ำ ๆ 

บางคนมีความเชื่อว่าหากทากันแดดหน้าที่มีค่า SPF 15 ไปแล้ว ก็ทาผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 30 ซ้ำไปอีกเพื่อให้ได้เป็นค่า SPF 45 ทั้งที่จริงแล้วค่า SPF บนผลิตภัณฑ์ไม่สามารถบวกความป้องกันผิวเพิ่มไปได้ ทาซ้ำ ๆ กี่รอบก็ป้องกันผิวในค่า SPF ตัวที่ปกป้องสูงสุดเท่านั้น เช่นในกรณีนี้ปกป้องได้สูงสุดที่ค่า SPF 30

4. เลือกทาผลิตภัณฑ์แค่ค่า SPF สูง

เป็นความเชื่อที่ผิดครึ่งหนึ่งเพราะค่า SPF ปกป้องผิวจากรังสี UVB เท่านั้น แต่ในแสงแดดก็ยังคงมีรังสี UVA ด้วย จึงต้องเลือกควบคู่ไปกับค่า PA เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UVA ทั้งนี้ ค่า SPF ที่สูงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงใช้ผู้ใช้งานเกิดการระคายเคืองผิวด้วย

 

มีอีกหลายวิธีช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์

การใช้กันแดดเป็นวิธีที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดที่ง่ายที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอีกหลายวิธีที่ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน ไม่ว่าจะใส่หมวกปีกกว้างปกปิดใบหน้าจากแสงแดด ใช้ร่มที่มีผ้ากันสารรังสี UV หลีกเลี่ยงการออกแสงแดดจัดในช่วงเวลา 12.00 – 16.00 น. ใส่เสื้อกันแดดที่ปัจจุบันผลิตออกมาเพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ ทั้งนี้ นอกจากจะใช้วิธีเหล่านี้ก็ควรทาผลิตภัณฑ์ซ้ำทุก 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด

อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะใช้กันแดดกับตัวเองเพื่อความปลอดภัยที่สุดควรมีการทดสอบอาการแพ้เสมอ แนะนำให้ทาครีมกันแดดไว้บริเวณใต้ท้องแขน โดยทิ้งระยะเวลาประมาณ 15 นาที แล้วสังเกตว่ามีอาการระคายเคืองใด ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ เช่น บวม แดง ผื่น คัน ฯลฯ หากมีอาการจริงหมายความว่าแพ้สารเคมีที่ผสมอยู่ แต่บางคนระยะเวลา 15 นาทีไม่ช่วยให้รู้ผลลัพธ์ แนะนำทาทิ้งไว้ 24 – 48 ชั่วโมง เพื่อดูอาการ ครบระยะเวลาไม่มีอาการระคายเคืองนั่นแสดงแล้วว่าไม่แพ้ ใช้ได้ตามต้องการ

 

ขอบคุณบทความจากเว็บไซต์: https://www.loreal-paris.co.th/how-to-choose-sunscreen

 

Hits: 2

Total 0 Votes
0%
ดูแลสุขภาพฟันให้ลูกหลานและเด็กเล็กเพื่อไม่ให้มีฟันผุ

ดูแลสุขภาพฟันให้ลูกหลานและเด็กเล็กเพื่อไม่ให้มีฟันผุ

เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกในวัยเด็กเล็ก ที่ชอบกินขนมขบเคี้ยว ลูกอมและของหวานต่างๆ ต่างก็กังวลถึงสุขภาพฟันของลูก ว่าดูแลอย่างดีและตรวจเช็คความสะอาดของช่องปากลูกๆดีหรือไม่ เพราะเด็กเล็กๆมักจะไม่ชอบแปรงฟัน และนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฟันผุของเด็กๆ ซึ่งอาจจะบานปลายจนถึงกับต้องถอนฟันออกมาได้ ในวัยเด็กนั้นจะมีฟันน้ำนม ซึ่งจะต้องหลุดออกมาเมื่อมีอายุมากขึ้นจนกลายมาเป็นฟันแท้ แต่ถ้าเป็นฟันผุที่ต้องมีการถอนออก tooth extraction และอาจจะมีการงอแงและความเจ็บปวดที่เด็กๆได้รับนั้น อาจจะทำให้มีไข้ขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องคอยรับมือกับอารมณ์แปรปรวนนั้นอย่างมีสติ

นอกจากการป้องกันในเรื่องของฟันผุในเด็กเล็กแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือการดูแลอาหาร อาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพฟันและกระดูก ส่วนรายละเอียดในการดูแลฟันของเด็กเล็กนั้น ต้องได้มืออาชีพอย่างโรงพยาบาลเปาโลมาแชร์ข้อมูล โรคฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากรวมตัวกับเศษอาหารและน้ำลายสะสมกันเป็นคราบเหนียว ที่เรียกว่า คราบฟัน หรือคราบแบคทีเรีย ซึ่งจะเกาะอยู่บนผิวของฟัน แบคทีเรียเหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพน้ำตาลและแป้งให้เป็นกรด มีฤทธิ์ทำลายแร่ธาตุที่ผิวฟัน จนก่อให้เกิดเป็นรู โดยเริ่มจากขนาดเล็กๆ ลุกลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคฟันผุ ซึ่งปัญหาฟันผุในเด็กนั้น สามารถเกิดได้ในเด็กตั้งแต่อายุไม่ถึง 1 ปี หรือเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นเป็นซี่แรก เนื่องจากชั้นเคลือบฟันของฟันน้ำนมจะบางกว่าชั้นเคลือบฟันของฟันแท้ และยังมีแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของความแข็งแรง เช่น แคลเซียม และฟอสฟอรัสน้อยกว่าในฟันแท้อีกด้วย จึงทำให้ฟันน้ำนมมีโอกาสผุได้ง่ายมาก หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กฟันผุมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว โดยเฉพาะในปัจจุบันมักฝึกให้ลูกดื่มนมจากขวดนม แล้วปล่อยให้เด็กนอนหลับไปพร้อมกับขวดนม จึงทำให้น้ำตาลที่อยู่ในน้ำนมหรือนมผงสามารถทำลายเคลือบฟันน้ำนมได้ รวมถึงการปล่อยให้เด็กกินขนมกรุบกรอบและขนมหวานตามใจชอบแล้วไม่ยอมแปรงฟัน ผู้ปกครองควรที่จะใส่ใจในเรื่องการแปรงฟันของลูกเป็นพิเศษ โดยควรฝึกให้เด็กแปรงฟันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวันเป็นประจำทุกวันจนเป็นนิสัย ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ลูกฟันผุขึ้นมาแล้ว เด็กจะมีอาการปวดฟันตามมา และอาจเกิดความเจ็บปวดมากจนทำให้ไม่สามารถกินอาหารได้ตามปกติ ทำให้น้ำหนักตัวลดลง บางคนอาจถึงขั้นขาดสารอาหาร ซึ่งส่งผลต่อระดับการเจริญเติบโต พัฒนาการของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า และช่องปาก รวมทั้งกระดูกขากรรไกรได้ด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กที่มีฟันผุจะมีเชื้อโรคในช่องปากมาก เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ฟันแท้ที่จะขึ้นตามมาผุได้เช่นกัน และหากฟันผุมาก อาจเกิดการติดเชื้อลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของขากรรไกร และใบหน้า ลำคอ หรือทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความต้านทานเชื้อโรคในตัวเด็กมีน้อยกว่าผู้ใหญ่นั่นเอง

 

 

Hits: 4

Total 0 Votes
0%
หมั่นดูแลสุขภาพกระดูกและฟันเมื่อสูงวัยขึ้นเพื่อทานอาหารได้อย่างมีความสุข

หมั่นดูแลสุขภาพกระดูกและฟันเมื่อสูงวัยขึ้นเพื่อทานอาหารได้อย่างมีความสุข

หากเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น การดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองก็จะยิ่งระมัดระวังมากขึ้นไปอีก เพราะร่างกายนั้นมีความเปราะบาง โดยเฉพาะกระดูกและฟันที่เราอาจมองข้ามได้ การออกกำลังกายที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อต่างๆ ช่วยให้เรามีสุขภาพกายและบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าหากเราละเลยการดูแลในเรื่องของกระดูกแล้วล่ะก็ อาจจะเกดผลร้ายตามมาได้ เช่น การปวดข้อต่างๆตามร่างกายที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่อาการความรุนแรงนั้นอาจจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ซึ่งเราควรดูแลอย่างใกล้ชิด

การรับประทานทั้งอาหารหลักที่มีประโยชน์และรวมไปถึงอาหารเสริมที่อาจจะเข้ามามีบทบาทในการเสริมสร้างความแข็งแรงและป้องกันการผุของกระดูก และส่วนที่สำคัญนั้นก็คือความแข็งแรงของฟัน ที่จะช่วยให้เรารับประทานอาหารได้อร่อยและบดเคี้ยวอาหารต่างๆ แต่ถ้าผู้สูงอายุสูญเสียฟัน เราก็สามารถหาฟันปลอมทดแทนได้ หรือจะเป็นการทำ Dental implant ที่ช่วยให้ฟันยังคงใช้งานได้อย่างดี ซึ่งมีบริการอย่างมากมายในคลินิกทำฟันและได้รับการดูแลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนอาหารเสริมที่ควรรับประทานควบคู่ไปกับอาหารหลักเพื่อให้กระดูกและฟันแข็งเรงนั้น ซึ่งในเว็บไซต์ลองไลฟบาลานซ์ได้แชร์ไว้ว่า แคลเซียมมีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก โดยที่ร่างกายของคนเรา มีแคลเซียมร้อยละ 90 อยู่ในกระดูก แคลเซียมที่เหลือประมาณร้อยละ 10 จะอยู่ในเซลล์และเลือด โดยหน้าที่ของแคลเซียม คือ สร้างความ แข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ช่วย enzyme ในการทำงาน ทำให้เลือดแข็งตัว ช่วยให้หัวใจเต้นปกติ เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าแคลเซียม มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่ร่างกายจะสร้างแคลเซียมตั้งแต่เด็กจนถึงช่วงอายุประมาณ 30 ปี เท่านั้น หลังจากอายุ 30 ปี จะเริ่มมีการสลายแคลเซียมจากกระดูก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะมีการสลายแคลเซียมจากกระดูกมาขึ้น ร่วมกับ ผู้สูงอายุบางรายมีข้อจำกัดในการรับประทานอาหาร ทำให้การได้รับแคลเซียมในแต่ละวันไม่เพียงพอ ทำให้มวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลงจากการขาดแคลเซียม เมื่อแคลเซียมในร่างกายไม่เพียงพอก็จะเกิดการสลายแคลเซียมในกระดูกเพื่อดึงเอาแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือดให้อยู่ในระดับคงที่เพื่อรักษาสมดุลของการทำงานของร่างกาย ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงมักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกบางและกระดูกพรุน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิง เมื่อประสบอุบัติเหตุจึงทำให้กระดูกหักและเปราะได้ง่าย การป้องกันปัญหาสุขภาพดังกล่าว จึงมีการแนะนำให้รับประทานแคลเซียมเพิ่มเติมจากอาหารเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากร่างกายเราสามารถดูดซึมแคลเซียมที่เรารับประทานเข้าไปร่างกายดูดซึมจากอาหารเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย อายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมจะลดลง โดยวัยทารกดูดซึมได้สูงสุด 60 % `และจะลดลง 15 – 20 % ตามวัยที่มากขึ้น ปริมาณวิตามินดี (Vitamin D) ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซึมแคลเซียมมีไม่เพียงพอ ซึ่งวิตามินดี ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้ และสามารถได้รับจากอาหารบางชนิดได้ โดยปกติวิตามินดีจะถูกเก็บไว้ใต้ผิวหนังในชั้นเนื้อเยื่อไขมัน เมื่อร่างกายเราสัมผัสแดดจะเกิดการสังเคราะห์วิตามินดีเก็บไว้ในชั้นใต้ผิวหนังต่อไป ส่วนอาหารที่มีวิตามินดี ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมากเช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาทู (mackerel) เนื้อวัว ชีส ไข่แดง และ เห็ด เป็นต้น

 

 

Hits: 3

Total 0 Votes
0%
เหตุผลที่คุณควรใส่ “รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพ” ออกไปเดินเล่นในวันสบาย ๆ

เหตุผลที่คุณควรใส่ “รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพ” ออกไปเดินเล่นในวันสบาย ๆ

ในเวลานี้หากจะหารองเท้าใส่เดินเล่นสักคู่ เชื่อว่าใครหลายคนต่างคิดถึงแต่รองเท้าแตะหรือไม่ก็ผ้าใบเป็นสิ่งแรก จนลืมไปว่ายังมีรองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพรอคุณอยู่ ที่ทั้งเบาสบายแบบมีสายรัดกระชับเข้าพอดีกับรูปเท้า รวมถึงยังเป็นรองเท้าชนิดเปิดจึงไม่มีกลิ่นอับชื้นคอยกวนใจ ซึ่งในปัจจุบันรองเท้ารัดส้นถูกดีไซน์ให้เข้ากับแฟชั่นได้หลากหลายลุคการแต่งตัว จึงไม่ต้องกลัวว่าจะตกเทรนด์แต่อย่างใด และในวันนี้เราจะมาขยายความถึงเหตุผลที่คุณควรใส่รองเท้าชนิดนี้ ออกไปเดินเล่นกินลมชิลล์ ๆ กัน !

 

ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี

รองเท้ารัดส้น ใส่สบายคู่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานหนักอย่าง การเดินป่าหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จึงจำเป็นที่จะต้องใช้วัสดุคุณภาพดีในการผลิต แม้จะต้องลุยน้ำ ฝ่าโคลน หรือโดนแดดก็ไม่หวั่น แถมวัสดุส่วนใหญ่ยังทำมาจากยาง ฉะนั้น แม้จะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแค่ไหน เพียงใช้น้ำสะอาดล้างเข้าหน่อย ผึ่งแดดสักพัก ก็นำกลับมาสวมใหม่ได้แล้ว

 

เป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพจริงหรือ ?

ในปัจจุบันผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ตั้งแต่อาหารการกินตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งรองเท้าที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยผู้ผลิตได้ออกแบบรองเท้ารัดส้น ชายและของผู้หญิง ให้มีพื้นสัมผัสที่นุ่มเบาสบาย รองรับทุกสรีระสุขภาพเท้า และช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหากต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพจึงค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุและผู้ที่รักสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

 

ไม่อับชื้นและระบายอากาศได้ดี

อย่างที่ได้เกริ่นไปว่ารองเท้าคู่นี้ใส่แล้วให้ความรู้สึกเบาสบาย และที่สำคัญเป็นรองเท้าแบบเปิด ซึ่งสามารถระบายหรือถ่ายเทอากาศได้ดี จึงหมดห่วงเรื่องกลิ่นอับชื้นสะสมไปได้เลย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราที่เท้าได้อีกด้วย ดังนั้น รองเท้ารัดส้นสวยๆ คู่นี้นี่แหละ ตอบโจทย์วันสบาย ๆ ของคุณที่สุด !

 

เข้าใจ ‘รองเท้ารัดส้น’ ก่อนเลือกซื้อ

  • ไม่ควรใส่รองเท้ารัดส้น ใส่สบายออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เนื่องจากเป็นรองเท้าแบบเปิด จึงอาจป้องกันอาการบาดเจ็บได้ไม่ดีเท่ากับรองเท้าผ้าใบ
  • ก่อนซื้อต้องลองสวมดูก่อนทุกครั้ง เนื่องจากสายรัดอาจเสียดสีกับผิวระหว่างเดิน จนกลายเป็นแผลแสบสันเอาได้ในท้ายที่สุด
  • เลือกรองเท้ารัดส้นให้พอดีกับรูปเท้า ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป เพราะนั่นอาจมีผลต่อการรับและกระจายน้ำหนักตัว ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยบริเวณส้นเท้าขึ้นมาถึงข้อเท้าได้

 

และนี่คือ เหตุผลที่คุณควรใส่รองเท้ารัดส้นเพื่อสุขภาพไปออกทริปท่องเที่ยวหรือเดินเล่นให้หนำใจ ซึ่งในปัจจุบันเหล่าผู้ผลิตต่างพากันออกแบบรองเท้ารัดส้น ผู้หญิงและของผู้ชาย ให้สามารถแมทช์กับการแต่งตัวได้หลากหลายลุค จึงไม่ต้องกลัวว่าจะตกเทรนด์ ดังนั้น ในวันสบาย ๆ อย่างนี้ อย่าลืมหามาใส่กันด้วยล่ะ !

               

Hits: 4

Total 0 Votes
0%

รับประทานอาหารอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพร่างกายของตัวเอง

สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกๆคนและแล้วในวันนี้เราก็กลับมาเจอกันอีกครั้งนึงแล้วนะคะและแน่นอนว่าเมื่อเพื่อนๆได้เจอกับดิฉันเมื่อไหร่แปลว่าจะต้องมีสาระน่ารู้มาฝากเพื่อนๆอีกเช่นเคยแน่นอนและในวันนี้นะคะดิฉันก็มาพร้อมกับหัวข้อที่มีชื่อเรื่องว่ารับประทานอาหารอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพร่างกายของตัวเอง แน่นอนค่ะว่าในปัจจุบันนี้นะคะมีอาหารมากมายหลายอย่างที่ส่งผลทำให้เพื่อนๆนั้นมีสุขภาพที่แย่ลงและทำให้สัดส่วนในร่างกายของเพื่อนนั้นกลับมาอ้วนดูไม่เหมาะสมเหมือนกับดาราพระเอกนางเอกในAV SUBTHAI ซึ่งอาหาร (more…)

Hits: 2

Total 0 Votes
0%
เมื่อการสวมหน้ากากอนามัยคือเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าร่างกาย

เมื่อการสวมหน้ากากอนามัยคือเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าร่างกาย

สิ่งที่หลายคนกังวลคือ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เราต้องป่วย และมีร่างกายอ่อนแอ เพราะเมื่อตราบใดก็ตามที่ร่างกายเราอ่อนแอแล้วล่ะก็ เชื้อโรคและอาการป่วยต่างๆก็จะตามมาอีกด้วย เวลาที่เราป่วยกาย สภาพจิตใจก็จะเศร้าหมองตามไปด้วย เพราะเราจะรู้สึกหดหู่และไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรต่อไป เพราะฉะนั้นแล้ว เราจึงต้องดูแลตัวเองควบคู่ไปกับทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆต่อการดูแลสุขภาพ

การระมัดระวังตัวเพื่อป้องกันตัวเองเบื้องต้นที่เราทุกคนสามารถปฏิบัติได้ อย่างการสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันอย่างดีไม่ให้เชื้อโรค ไวรัสต่างๆเข้าสู่ร่างกาย เพราะเราไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ออกนอกบ้าน ใช้รถสาธารณะได้ เนื่องจากเรายังต้องทำงานและหารายได้ในการประกอบอาชีพ จึงไม่แปลกใจว่า หน้ากากอนามัยได้กลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตประจำวันของเราแล้ว และยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานทั่วโลกอีกด้วย จากการป้องกันตัวเองก่อน โดยการสวมหน้ากากอนามัย เพราะเราไม่สามารถเชื่อใจใครได้ว่าใครบ้างที่ป่วยและติดเชื้อ รวมไปถึงบุคคลที่ไม่มีอาการแต่สามารถเป็นพาหะในการแพร่เชื้อได้ นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีปรพโยชน์ก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่เรามากขึ้น เมื่อพูดถึงอาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สิ่งแรกที่ทุกท่านนึกถึงก็น่าจะมีสารอาหารตัวหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด คือ วิตามินซี ซึ่งจริง ๆ แล้วในแง่มุมทางด้านโภชนาการ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค สารพิษและสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกายนั้น คือการที่มีภาวะโภชนาการที่ดี ได้รับพลังงาน สารอาหารหลักทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารอาหารรองทั้งวิตามิน A C E D B6 B9 (โฟเลต) B12 และแร่ธาตุสังกะสี ซีลีเนียม เหล็ก ทองแดง แมกนีเซียม และแมงกานีส รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด ที่เพียงพอและสมดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรับประทานอาหารให้ได้รับทั้งสารอาหารหลัก วิตามิน แร่ธาตุ ดังกล่าวที่เพียงพอนั้น เราสามารถได้รับจากแหล่งอาหารจากธรรมชาติ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมแต่อย่างใด เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าวิตามินหรือแร่ธาตุตัวไหนจะป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ แต่เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและเป็นแนวทางในการเลือกแหล่งอาหารที่ดี มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ขอหยิบยกสารอาหารตัวเด่น ๆ ที่บทบาทต่อภูมิต้านทาน วิตามินซี ช่วยการทำงานของเม็ดเลือดขาวและช่วยกระบวนการทำลายเชื้อโรค โดยความต้องการต่อวันตามข้อกำหนดปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ในเด็กอายุ 1-8 ปี ควรได้รับ 25-40 มิลลิกรัมต่อวัน ในเด็กและวัยรุ่นช่วงอายุ 9-18 ปี ควรได้รับ 60-100 มิลลิกรัมต่อวัน และวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 85-100 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งแหล่งวิตามินซีในอาหารจะอยู่ในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ปริมาณการรับประทานต่อวันเพื่อให้ได้รับวิตามินซีที่เพียงพอ

 

Hits: 1

Total 0 Votes
0%