0 0 ให้คะแนนโหวต
Article Rating

“จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา เป็นผื่นแดง คัน อื่นๆอีกมากมาย” อาการเหล่านี้แสดงว่าคุณกำลังแพ้อะไรสักอย่างซึ่งวิธีรักษาและก็ป้องกันโรคภูมิแพ้ที่เยี่ยมที่สุด ทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ แต่ว่า…สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ หลายคนไม่รู้ว่าอาการแพ้ที่ตัวเองเป็นเสมอๆนั้นมีสาเหตุจากอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าต้องการทราบต้นเหตุที่แจ่มแจ้ง ก็ควรเข้ารับการ ตรวจภูมิแพ้ เพื่อที่จะป้องกันได้ถูกจุด

ตรวจภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากอะไร?

โรคภูมิแพ้มีหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น แพ้ยา แพ้อาหาร แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น แพ้การสัมผัสสารต่างๆเป็นต้น ซึ่งล้วนมีเหตุที่เกิดจากกลไกเดียวกันทั้งหมดทั้งปวง เป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายรู้ผิดว่าสารก่อภูมิแพ้นั้นๆเป็นโทษ ก็เลยปลดปล่อยสารฮีสตามีนออกมาเพื่อต้าน แล้วก็นำมาซึ่งอาการแพ้ตามมานั่นเอง

 

สารก่อภูมิแพ้แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

 

  • สารก่อภูมิแพ้ที่ไปสู่ร่างกายโดยการสูดดม เช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่นผง รังแคสัตว์ มักทำให้มีอาการคัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหลเป็นสีใส จามบ่อย คันตา แล้วก็มีเสลดไหลลงคอ มักมีอาการแบบเป็นๆหายๆ
  • สารก่อภูมิแพ้จากของกินที่รับประทาน ตัวอย่างเช่น อาหารทะเล ถั่ว นม ไข่ พิจารณาได้จากอาการชาหรือคันที่ปาก หู คอหรือดวงตา มีผื่นคล้ายลมพิษ บวมตามใบหน้า ปาก ลิ้น คอ กลืนอาหารลำบาก หายใจติดขัด เวียนหัวอ้วก แม้แพ้ร้ายแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ว่าบางคนก็มีลักษณะภูมิแพ้ของกินซ่อนเร้น (Food Intolerance) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถย่อยของกินบางอย่างได้ตามปกติ ทำให้มักเกิดอาการเจ็บท้อง อาการท้องอืด ท้องเสียตามมา ซึ่งบางทีอาจสับสนกับการแพ้สารก่อภูมิแพ้จากของกิน (Food allergy) จริงๆได้
  • สารก่อภูมิแพ้ที่สัมผัสผิวหนัง อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับผิว ยางจากผักผลไม้หรือต้นไม้ คนไข้จะมีอาการคัน กำเนิดตุ่มนูนผื่นคันหรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง โดยยิ่งไปกว่านั้นบริเวณที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้

 

เพราะเหตุไรจะต้องตรวจภูมิแพ้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้หลายคนสามารถปรับนิสัยแล้วก็ศึกษาการใช้ชีวิตร่วมกับอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้บางคนก็จำต้องรับประทานยาแก้แพ้เสมอๆ แต่ว่าการตรวจภูมิแพ้นั้นก็สำคัญ เนื่องจากคุณจะได้รู้ว่าสารก่อภูมิแพ้คืออะไรกันแน่และก็เลี่ยงได้นอกนั้นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ยังสามารถให้คำแนะนำแก่คุณโดยเฉพาะ ซึ่งบางทีอาจช่วยให้คุณดำรงชีวิตได้ธรรมดาเกือบเทียบเท่าคนที่ไม่เป็นโรคภูมิแพ้เลยทีเดียว

 

การเตรียมพร้อมก่อนตรวจภูมิแพ้

  • แจ้งให้หมอรู้ถึงยา อาหารเสริม วิตามิน รวมทั้งสมุนไพรจำพวกใดๆก็ตามที่กำลังใช้อยู่ก่อนเข้ารับการตรวจ ด้วยเหตุว่ายาบางตัวอาจจะทำให้ผลของการทดสอบคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะคนไข้ที่มีโรคประจำตัวตัวอย่างเช่น โรคหัวใจ รวมทั้งโรคความดันโลหิตสูง ที่กำลังใช้ยารักษาโรคดังที่กล่าวมาข้างต้นอยู่
  • งดเว้นกินยาแก้แพ้รวมทั้งยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ทั้งยังยาที่แพทย์สั่งแล้วก็ยาที่หาซื้อมาใช้เอง เป็นเวลาอย่างต่ำ 1 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการทดสอบ แม้กระนั้นถ้าเกิดจำต้องใช้ยา ควรจะหารือหมอก่อนว่าจะสามารถใช้ได้หรือเปล่า
  • ควรจะพักผ่อนให้พอเพียงเพื่อเตรียมพร้อมร่างกายก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ควรป่วยหรือเป็นไข้

 

วิธีการตรวจภูมิแพ้

ในขั้นต้นหมอจะซักถามถึงอาการที่อยู่ในข่ายภูมิแพ้ ต่อจากนั้นก็เลยซักประวัติความเป็นมาสุขภาพแล้วก็พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณ เพื่อประเมินว่าอาการภูมิแพ้น่าจะมีสาเหตุจากอะไร รวมทั้งเรื่องราวสุขภาพของคนภายในครอบครัว ด้วยเหตุว่าโรคภูมิแพ้นั้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และก็ภูมิแพ้บางชนิดยังมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นๆยกตัวอย่างเช่น หอบหืด เป็นต้น

 

ภายหลังจากซักความเป็นมา ขั้นตอนต่อไปก็คือการตรวจเพิ่มเติมอีกเพื่อหาสารที่นำไปสู่ภูมิแพ้ มีวิธีดังนี้

 

  1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergy skin test) เป็นการนำน้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆกลางอากาศ ตัวอย่างเช่นฝุ่นบ้าน ไรฝุ่นละออง แมลงสาบ รังแคสัตว์เลี้ยง เกสร ต้นหญ้า พืช เรื้อรา และสารก่อภูมิแพ้จากของกิน เช่น นม ไข่ ถั่ว อาหารทะเล มาทดลองกับผิวหนังของคนป่วย แนวทางลักษณะนี้ทำเป็นง่าย ราคาไม่แพง และรู้ผลตอบแทนโดยทันที การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังทำเป็น 2 วิธี เช่น
  2. การตรวจเลือดหาจำนวนสารก่อภูมิคุ้มกัน (Serum Specific IgE) ทำได้ด้วยการเจาะเลือดเพียงแค่ 1 ครั้ง ก็สามารถกำหนดสารก่อภูมิแพ้ได้หลายอย่าง ไม่ต้องเสียเวลาเข้ารับการทดลองนานไม่ต้องงดยาแก้แพ้ก่อนตรวจ และไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกาย แม้กระนั้นแพงแพง แล้วก็จะต้องใช้เวลานานกว่าจะทราบผลตรวจ
  3. การลองหลีกเลี่ยงของกินที่สงสัยว่าแพ้ ถ้าเกิดเป็นอาการภูมิแพ้ที่คาดว่าจะมีสาเหตุมาจากการทานอาหารแพทย์จะให้ท่านทดลองหยุดรับประทานอาหารประเภทนั้นๆสลับกับการกลับมารับประทานอีกรอบ เพื่อสังเกตว่าระหว่างรับประทานและก็หยุดกินมีลักษณะไม่เหมือนกันอย่างไรถ้าหากระหว่างรับประทานแล้วมีลักษณะแพ้ แสดงว่าคุณแพ้อาหารจำพวกนั้น

 

  • วิธีสะกิด (Skin prick test) จะใช้น้ำยาสกัดสารก่อภูมิแพ้หยดลงบนผิวหนังบริเวณแขน แล้วต่อจากนั้นใช้เข็มสะกิดเบาๆที่ตรงกลางหยดน้ำยาเพื่อให้สารก่อภูมิแพ้เข้าไปสัมผัสในชั้นผิวหนัง ถ้าหากคุณมีภูมิแพ้ต่อสารนั้นๆก็จะเกิดปฏิกิริยาแพ้ ตามมาด้วยรอยนูนรวมทั้งผื่นแดง สามารถทราบผลได้ใน 20 นาทีข้างหลังการทดลอง วิธีนี้นิยมใช้กันมาก เพราะเหตุว่าทำง่าย สะดวกรวดเร็วทันใจ ไม่เจ็บ รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้น้อย
  • วิธีฉีดเข้าไปในผิวหนัง (Intradermal test) คล้ายๆกับวิธีสะกิด แต่จะใช้เข็มฉีดยาฉีดน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในชั้นผิวหนังแทน ถ้ามีลักษณะอาการแพ้ก็จะกำเนิดเป็นรอยนูนจุดเล็กๆอ่านผลได้ด้านใน 20 นาทีหลังฉีดด้วยเหมือนกัน แต่ว่าแนวทางนี้ทำยาก เสียเวล่ำเวลา ใช้เครื่องมือมาก เจ็บ และเสี่ยงกำเนิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้มากกว่ากรรมวิธีสะกิด

 

Tags : โรคภูมิแพ้

อ่านบทความแนะนำ :

Hits: 9

Total 0 Votes
0%
0
คุณสามารถแสดงความคิดเห็น หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ x
()
x
Shares
Share This