by drsuthichai | Dec 2, 2024 | การศึกษา, ทั่วไป อื่นๆ
เรามีโอกาสรอดคุกรอดตะรางได้อย่างไร
โดย…ทนาย สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
การกระทำความผิด โดยเฉพาะการกระทำความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 มี 5 สถาน คือ 1.ประหารชีวิต 2.จำคุก 3.กักขัง 4.ปรับ และ 5.ริบทรัพย์สิน หมายเหตุ โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และ ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษ ดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี
แต่ถ้าท่านหรือญาติของท่านเป็นคนหนึ่งที่ถูกคดีฟ้องร้องถึงขั้นจำคุก ท่านสามารถรอดคุกรอดตะรางได้ โดยมีปัจจัยที่ทำให้ท่านรอดคุกรอดตะรางดังนี้
– หากว่าท่านเป็นจำเลย ถ้าหากพยานโจทก์เบิกความไม่ดีหรือผิดพลาด ท่านอาจรอดคุกรอดตะรางได้ กระผม
ขออธิบายเพิ่มเติม ในการทำคดีอาญา จะมี 2 ฝ่ายเสมอ คือมีโจทก์เป็นผู้ฟ้อง และมีจำเลยคือผู้ถูกฟ้อง และการสืบพยานก็มักจะมีพยาน 2 ฝ่าย คือ พยานโจทก์และพยานจำเลย โดยที่พยานโจทก์จะเบิกความเพื่อกล่าวหาว่าจำเลยมีความผิดและพยานจำเลยก็มักจะเบิกความว่าจำเลยไม่ผิด ดังนั้น พยานโจทก์จึงมีความสำคัญที่จะทำให้จำเลยติดคุกได้ หากว่าพยานโจทก์เบิกความไม่ดีหรือผิดพลาด จำเลยก็มีสิทธิหลุดได้ อีกทั้งแนวทางการต่อสู้ของทนายความจำเลยก็มีความสำคัญ กล่าวคือหากทนายความจำเลยสามารถถามค้านพยานโจทก์ เพื่อให้พยานโจทก์ตอบให้เกิดความสงสัยได้ยิ่งมากยิ่งดีจะทำให้ศาลมีโอกาสยกฟ้องได้สูงขึ้น
– เด็กมีสิทธิรอดคุกรอดตะรางหรือไม่ มีครับ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 73 เด็กอายุยังไม่เกินสิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษพนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
หมายเหตุ : มาตรา 73 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมปอ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551
มาตรา 74 เด็กอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อยตัวไป และถ้าศาลเห็นสมควรจะเรียกบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาตักเตือนด้วยก็ได้
(2) ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กนั้นได้ ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไป โดยวางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดซึ่งต้อง ไม่เกินสามปี และกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควรซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครองจะต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละหนึ่งหมื่นบาท ในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น
– ถ้าเด็กนั้นอาศัยอยู่กับบุคคลอื่นนอกจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และศาลเห็นว่าไม่สมควรจะเรียกบิดา มารดา หรือผู้ปกครองมาวางข้อกำหนดดังกล่าวข้างต้น ศาลจะเรียกตัวบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาสอบถามว่า จะยอมรับข้อกำหนดทำนองที่บัญญัติไว้สำหรับบิดา มารดา หรือผู้ปกครองดังกล่าวมาข้างต้นหรือไม่ก็ได้ ถ้าบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ยอมรับข้อกำหนดเช่นว่านั้น ก็ให้ศาลมีคำสั่งมอบตัวเด็กให้แก่บุคคลนั้น ไปโดยวางข้อกำหนดดังกล่าว
(3) ในกรณีที่ศาลมอบตัวเด็กให้แก่บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ตาม (2) ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติเด็กนั้นเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 56 ด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลแต่งตั้งพนักงานคุมประพฤติหรือพนักงานอื่นใดเพื่อคุมความประพฤติเด็กนั้น
(4) ถ้าเด็กนั้นไม่มีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง หรือมีแต่ศาลเห็นว่าไม่สามารถดูแลเด็กนั้นได้ หรือถ้าเด็กอาศัยอยู่กับบุคคลอื่นนอกจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และบุคคลนั้นไม่ยอมรับข้อกำหนดดังกล่าวใน (2) ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้อยู่กับบุคคลหรือองค์การที่ศาลเห็นสมควร เพื่อดูแลอบรม และสั่งสอนตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ในเมื่อบุคคลหรือองค์การนั้นยินยอม ในกรณีเช่นว่านี้ให้บุคคลหรือองค์การนั้นมีอำนาจเช่นผู้ปกครองเฉพาะเพื่อ ดูแล อบรม และสั่งสอน รวมตลอดถึงการกำหนดที่อยู่และการจัดให้เด็กมีงานทำตามสมควร หรือให้ดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นก็ได้ หรือ
(5) ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี
– คำสั่งของศาลดังกล่าวใน (2) (3) (4) และ (5) นั้น ถ้าใน ขณะใดภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ ความปรากฏแก่ศาลโดย ศาลรู้เอง หรือตามคำเสนอของผู้มีส่วนได้เสีย พนักงานอัยการ หรือ บุคคลหรือองค์การที่ศาลมอบตัวเด็กเพื่อดูแล อบรมและสั่งสอนหรือ เจ้าพนักงานว่า พฤติการณ์เกี่ยวกับคำสั่งนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปก็ให้ ศาลมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งนั้น หรือมีคำสั่งใหม่ตามอำนาจ ใน มาตรานี้
หมายเหตุ : มาตรา 74 วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.แก้ไขเพิ่มเติมปอ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2551
สำหรับ เรามีโอกาสรอดคุกรอดตะรางได้อย่างไร กระผมจะทยอยเขียนเป็นตอนๆ เพราะยังมีอีกหลายกรณีที่เราสามารถรอดคุกรอดตะรางซึ่งสามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น คนบ้ามีสิทธิรอดคุกรอดตะรางได้ , ครอบครัวสามีภรรยาพี่น้องลูกหลานพ่อแม่ทำผิดอาญาต่อกันสามารถรอดคุกรอดตาราง(ในบางกรณีครับ) ฯลฯ

#image_title
by drsuthichai | Dec 2, 2024 | การศึกษา, ทั่วไป อื่นๆ
กฎหมายกับหนี้สิน
โดย…ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ มีคนกล่าวว่าคนเราถ้าเสียเรื่องเงินจะทำให้เรื่องอื่นเสียไปด้วย
ในวันนี้เราจะมาพูดเรื่องของหนี้สิน ซึ่งเรื่องของการเป็นหนี้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย จนมีคำกล่าวว่า ถ้าไม่มีหนี้ก็ไม่มีหน้า เพราะบางคนหน้าใหญ่ชอบเลี้ยงเพื่อนฝูง จนต้องก่อหนี้หรือนำเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมากในเรื่องของการบริหารเงิน คนไทยก่อหนี้กันมากในปัจจุบันทำให้วินัยในการใช้เงินของคนไทย เรามีปัญหามาก
ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหนี้และวิธีแก้ไขปัญหา
เคยมีคนตั้งคำถามกับผมว่า มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ต่างคนต่างทำธุรกิจและมีหนี้สิน เมื่อจดทะเบียนสมรสกันแล้ว หนี้สินนั้นจะเป็นหนี้สินส่วนตัวหรือเป็นหนี้สินร่วมกัน
ผมขอตอบว่า หากสามีภรรยาคู่นี้ มีหนี้สินอยู่แล้ว แล้วจึงแต่งงานกันและจดทะเบียนสมรส หนี้สินนั้นเป็นหนี้สินส่วนตัวครับ แต่หากเป็นหนี้ในระหว่างสมรส โดยหลักแล้ว คู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้ก่อหนี้ขึ้น หนี้ที่เกิดขึ้นก็เป็นหนี้ส่วนตัวของฝ่ายนั้น แต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบกันเองเป็นการส่วนตัว เว้นแต่จะเป็นหนี้ร่วมกันหรือที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหนี้ร่วมกันแล้วจึงจะรับผิดชอบร่วมกัน
เช่นจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ทำธุรกิจร่วมกันโดยกู้หนี้มา ถือว่า ต้องเป็นหนี้สินรวมต้องใช้หนี้ร่วมกันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ก่อหนี้เพื่อซื้อบ้าน ซ่อมแซมบ้าน ซื้อรถ นำเงินจากการกู้หนี้มาใช้รักษาพยาบาลอีกฝ่ายหนึ่ง การอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว การนำเงินไปลงทุนร่วมกัน หรือ การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปกู้เงินแล้วอีกฝ่ายหนึ่งทำสัญญายินยอม ก็ถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้สัตยาบัน การให้สัตยาบันจึงถือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับรู้ การก่อหนี้อีกฝ่ายหนึ่งแล้ว อาจจะรับรู้โดยการเซ็นยินยอมคู่สมรส หรือเซ็นพยานหรือรับรู้โดยปากเปล่าก็ถือว่าทราบแล้ว จึงต้องรับหนี้ร่วมกัน
ดังนั้นถ้าคิดจะกู้หนี้หรือนำเงินในอนาคตมาใช้ต้องคิดใคร่ครวญให้ดีครับ จากประสบการณ์ของผมเคยทำงานธนาคารฯ แห่งหนึ่งโดยอยู่ฝ่ายสินเชื่อ อีกทั้งปัจจุบันกระผมเป็นทนายความจึงได้มีโอกาสเห็นการฟ้องร้องคดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของหนี้สินต่างๆ ในโอกาสนี้อย่างแนะนำเรื่องของการบริหารหนี้กันซักเล็กน้อยครับ หากคุณเป็นหนี้อยู่แล้ว คุณไม่ควรเป็นหนี้เพิ่มหรือหยุดก่อหนี้เพิ่มครับ เช่น
การยกเลิกการใช้บริการบัตรเครดิต ความจริงโดยส่วนตัวกระผมคิดว่าทุกสิ่งในโลกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การใช้บัตรเครดิตก็ถือว่ามีข้อดีทำให้เกิดความสะดวกสบาย แต่ถ้าหากเราไม่มีวินัยในการใช้เงิน อยากได้สิ่งต่างๆ ตลอดเวลา เราก็ควรยกเลิกดีกว่าครับ เพราะถ้าฝืนมีอาจจะทำให้เป็นหนี้สินมากขึ้นก็ได้
ที่สำคัญควรทำบัญชีครัวเรือน(บัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองและครอบครัว) อีกทั้งควรแยกบัญชีหนี้สินต่างๆ ควรใช้หนี้เจ้าหนี้ที่เสียดอกเบี้ยแพงๆ ก่อน หากเป็นไปได้ควรเจรจาต่อรองเจ้าหนี้หากเราจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย สามารถลดเงินต้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยให้ได้ไหม ควรประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวลง ผมหวังว่าขอแนะนำต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ท่านลดการเป็นหนี้ลงได้บ้าง
ความจริงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเรานี้มีมากมาย ส่วนใหญ่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาก็คือคนเรานี้เองแหละครับ กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในแก้ปัญหาและลดปัญหา แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ เราจะเห็นปัญหาเรื่องหนี้สินเกิดขึ้นตามหน้าหนึ่งในสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น การทวงหนี้โหด การฆ่าเจ้าหนี้ การลักขโมยของหรือการเล่นการพนันเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ฯลฯ ดังนั้นปัญหาจะลดน้อยลงถ้าหากพวกเรามาช่วยกันแก้ไขปัญหา ลดความอยากเพื่อลดการก่อหนี้สินของตนเองและครอบครัว ก็เป็นวิธีหนึ่งในการช่วยลดปัญหาเรื่องหนี้สินไปได้ไม่มากก็น้อย

#image_title
by drsuthichai | Dec 1, 2024 | การศึกษา, ทั่วไป อื่นๆ
คนที่ใช่
คือคนที่รักเราได้ทุกเวอร์ชั่น
และเขาคือคนที่เราจะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดชีวิต
อย่าได้เสียใจหรือกังวลกับการปล่อยมือจากคนที่ไม่ใช่
เพราะมันคือการให้โอกาสตัวเองได้พบกับคนที่ใช่ในอนาคต
ในบางครั้งเราอาจจะต้องเจ็บปวดจากคนที่ไม่ใช่ เพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจถึงความหมาย ความรู้สึก ของคนที่ใช่ จงอย่าได้กลัวมัน
เพราะความรักที่แท้จริงจะมาในเวลาที่เหมาะสม
ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์โทนี่
www.drsuthichai.com

#image_title
by drsuthichai | Dec 1, 2024 | การศึกษา, ทั่วไป อื่นๆ
การพัฒนาศักยภาพตนเอง
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
การพัฒนาศักยภาพของตนเองมีความสำคัญมากกับความเจริญก้าวหน้าในชีวิตและ หน้าที่การทำงาน คนที่ต้องการประสบความสำเร็จควรจำเป็นต้องมีการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งคงต้องมีการพัฒนากันหลายๆ ด้าน เช่น
1.การอ่านหนังสือ คนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ต้องเป็นคนที่ชอบการอ่าน รักการอ่าน การสร้างนิสัยรักการอ่าน เราควรฝึกอ่านหนังสือในแนวที่เราชอบหรือรักก่อน แล้วจึงขยายไปอ่านหนังสือในแนวต่างๆ สำหรับการอ่านเพื่ออาชีพ เราควรหาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของเรา อ่านให้มากที่สุด อย่างน้อยเดือนละ 3-5 เล่ม ต่อเดือน และควรหาวารสารนิตยสารเกี่ยวกับอาชีพที่เราทำ อ่านเพื่อหาความก้าวหน้า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในแวดวงอาชีพนั้น
2.การเข้าฟังสัมมนาดีๆ การอบรมดีๆ ถือว่าเป็นทางลัดในการเรียนรู้เทคนิคต่างๆ เพราะวิทยากรหรืออาจารย์มักมีประสบการณ์หรือมีเทคนิคต่างๆ ในการสัมมนาหรือการอบรม ทำให้เราสามารถนำเทคนิคต่างๆ เหล่านั้น มาปรับใช้ ประยุกต์ใช้ได้ด้วย
3.การฟังเทปหรือCD วิชาการในรถ เมื่อมีความจำเป็นต้องเดินทางไปในที่ต่างๆหรือไปยังสถานที่ต่างๆ เท่าที่มีเวลาว่างหรือโอกาส เราควรใช้เวลาว่างนั้นๆ ในขณะขับรถโดยการเปิดฟังเทปหรือCD วิชาการ ฟัง
4.หาทางเข้าสังคมหรือการสร้างเครือข่ายในอาชีพ หรือในงานอดิเรกที่เราสนใจ เช่น สมาคม สโมสร ชมรม ( สมาคมฝึกพูด , สโมสรนักเขียน , ชมรมกีฬาต่างๆ) เพื่อหาเพื่อนหรือเครือข่ายในการช่วยเหลือกัน
5.การดูแบบอย่าง การหาแบบอย่าง การดูต้นแบบ จะทำให้เราเกิดการลอกเลียนแบบ คนที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มักมีต้นแบบเสมอ เราจะสังเกตเห็นว่า บางคนตอนเด็กๆ อยากเป็นนักร้องแบบนักร้องคนโน้นคนนี้ จึงเริ่มต้นฝึกร้องเพลงหรือบางคนอยากชกมวยเก่งแบบเขาทราย เขาจึงเอาหนังสือประวัติของเขาทรายมาอ่าน แล้วเขาก็จะมีกำลังใจในการฝึกฝน อดทนในการซ้อมชกมวย ฯลฯ
6.หาเวลาว่างให้กับตนเอง การใช้ชีวิตของคนเราในภาวะปัจจุบันเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว ทำให้ทุกๆคนต้องแข่งขันกันเกือบทุกๆด้าน บางคนยุ่งวุ่นวายมากจนไม่มีเวลาให้ ครอบครัว หรือแม้กระทั่งตนเอง คนที่ประสบความสำเร็จมักจะต้องจัดเวลาให้แก่ตนเอง เพื่อใช้ในการคิดหรือเพื่อใช้เวลาสำหรับการพักผ่อน
7.ฝึกจดบันทึกส่วนตัว เกี่ยวกับความสำเร็จ ไอเดียใหม่ๆ การใช้ชีวิตประจำวัน การจดสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่ลืม หรือ สามารถนำเอาไอเดียเหล่านั้นมาใช้เพื่อสร้างเป็นธุรกิจหรือการทำงานของเราได้ อีกทั้งท่านสามารถรวบรวมเป็นหนังสือโดยการรวมเล่มขายได้อีกด้วย
8.ต้องฝึกปฏิบัติหรือพัฒนาตนเองตลอดเวลา จะมีประโยชน์อันใด หากว่าเราอ่านหนังสือ เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการสัมมนา ฟังเทปหรือCD วิชาการ ถ้าเราฟังแบบสนุกหรือผ่านๆ ไป แต่ไม่นำมาปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับตัวเราเอง และไม่เกิดการพัฒนา ชีวิตของเราก็จะคงเดิม ไม่ก้าวหน้า
เช่น เรียนรู้เทคนิคทางด้านการพูดแต่ไม่นำเอาเทคนิคเหล่านั้นมาใช้ หรือไปอบรมเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองแต่ไม่มีการปรับเปลี่ยนเรื่องของ การแต่งกาย เรื่องของท่าทางในการเดินการนั่ง หรือ ฟังเทปหรือCD เรื่องการบริหารเวลาแต่ไม่มีความจริงจังในการทำแบบฝึกหัดที่วิทยากรบรรยาย ฯลฯ
ฉะนั้น หากต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองหรือพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง เมื่อได้อ่าน เมื่อได้ฟังสิ่งใดแล้วเกิดประโยชน์กับตนเอง แล้วคิดว่าเราน่าจะพัฒนาสิ่งนี้ ก็ขอให้รีบนำสิ่งต่างๆที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติ ก็จะทำให้ตนเองเกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง
คนเรามักไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่คนเราจะเจริญก้าวหน้าหรือพัฒนาได้ก็เพราะการเปลี่ยนแปลง

#image_title
by drsuthichai | Dec 1, 2024 | การศึกษา, ทั่วไป อื่นๆ
Born To Win เกิดมาเพื่อชนะ
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
คนเราในโลกนี้ช่างมีความสวยงาม มีความยิ่งใหญ่ มีความหลากหลาย มีความสามารถ ดังจะเห็นได้ว่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ในโลกนี้ล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เราหรือคนเราทั้งสิ้น แต่มีสิ่งใดที่แบ่งคนเราให้แตกต่างกัน ทำไมคนบางคนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่ทำไมคนอีกจำนวนมากมายกลับล้มเหลว ทำไมคนบางคนเกิดมาเพื่อชนะแต่ทำไมคนบางคนซึ่งเป็นจำนวนมากกลับเกิดมาเพื่อ ความพ่ายแพ้
จากงานวิจัย จากการสำรวจ จากการศึกษาค้นคว้า สิ่งที่ทำให้มนุษย์ในโลกนี้แตกต่างกันระหว่างผู้ที่ชนะและผู้ที่พ่ายแพ้ แตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จและผู้ที่ล้มเหลว มีหลายสิ่งดังนี้
1.เป้าหมาย ผู้ประสบความสำเร็จหรือผู้ชนะ มักมีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน แตกต่างกับผู้ที่ล้มเหลวหรือผู้ที่พ่ายแพ้ มักไม่มีเป้าหมายในชีวิต เป้าหมายคือวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ เป้าหมายคือสิ่งที่เราต้องการทำให้สำเร็จ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จหรือเป็นผู้ชนะ จงสร้างเป้าหมายขึ้น เช่น อีก 10 ปี ข้างหน้าท่านจะมีรายได้เท่าไร ท่านต้องการตำแหน่งหรือความรับผิดชอบระดับใด มีชื่อเสียงระดับไหน เป็นต้น สำหรับการวางเป้าหมายเราไม่ควรวางให้ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป ไม่ควรวางเป้าหมายในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การวางเป้าหมายที่ดีควรมีการวางเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว และเมื่อลงมือทำจนบรรลุเป้าหมายหรือประสบความสำเร็จแล้ว ควรตั้งเป้าหมายครั้งต่อไปให้สูงขึ้น ไม่ควรหยุดในการตั้งเป้าหมาย
2.มีความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ มีการวางแผนเพื่อไปสู่เป้าหมาย ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในโลกนี้ไม่มีใครที่ล้มเหลว หากแต่ว่าเขาล้มเลิกก่อนเวลาที่จะถึงเป้าหมายที่วางไว้ จงกล้ายอมรับการพ่ายแพ้หรือความล้มเหลวเพียงแค่ชั่วคราว จงอย่าได้หมดกำลังใจ ก่อนที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้ หากว่าท่านยึดมั่นในเป้าหมายแล้วย่อมมีวิธีการต่างๆไปสู่เป้าหมายนั้น หากว่าวิธีการที่ท่านได้คิดเอาไว้ไม่สำเร็จ ท่านอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่ๆดู แต่เป้าหมายของท่านไม่ควรเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จงนั่งวางแผนเพื่อไปสู่เป้าหมาย จงนั่งคิดหาวิธีการเพื่อไปสู่เป้าหมาย
3.สร้างนิสัย ททท.หรือทำทันที เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่เกิดมาเพื่อที่เป็นผู้ชนะ เมื่อเขากำหนดเป้าหมายแล้ว วางแผนหาวิธีการแล้ว เขาจะลงมือ ทำทันที เขาจะไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เพราะถ้าหากเราไม่ลงมือทำทันทีหรือผัดวันประกันพรุ่ง แผนที่วางเอาไว้หรือวิธีการที่วางเอาไว้ก็จะเปล่าประโยชน์ จงลงมือทำแล้วท่านจะพบกับความสำเร็จ
4.จงคิดบวก จงพูดบวกกับตนเองบ่อยๆ ไม่ควรคิดลบหรือไม่ควรใช้ภาษาที่ลบ การพูดบวกกับตัวเองบ่อยๆ จะช่วยให้เราเกิดทัศนคติในด้านบวกต่อตนเอง ต่อคนรอบข้าง ต่อการดำเนินชีวิต การคิดบวก การพูดบวกมักจะดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต แต่ตรงกันข้าม การคิดลบ การพูดลบกับตัวเองมักจะดึงดูดสิ่งที่ร้ายเข้ามาในชีวิตเช่นกัน จงเปลี่ยนความคิดให้เป็นบวก จงเปลี่ยนการพูดให้บวก แล้วชีวิตของเราก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
5.จงบริหารเวลา จงบริหารชีวิต คนเรามีเวลาเท่ากันทุกคน แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือผู้ที่ชนะ มักเป็นผู้ที่บริหารเวลา บริหารชีวิต ได้อย่างสมดุล สำหรับคนๆหนึ่งเรามักใช้เวลาแต่ละวันไปกับสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งเป็น เรื่องของ 1.ครอบครัว 2.สังคม 3.หน้าที่การทำงานหรือการเรียน 4.สุขภาพ 5.การผักผ่อน ดังนั้นหากใครสามารถวางแผนบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม ชีวิตของท่านก็เกิดความสมดุลขึ้น จะมีประโยชน์อะไรเหล่า ถ้าหากว่าท่านทุ่มเททำงานจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่สุขภาพของท่านย่ำแย่ เป็นโรคต่างๆ แทบเดินไม่ไหว
6.จงตรวจสอบ ทบทวน สิ่งต่างๆที่ท่านได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่วางเอาไว้ ให้หมั่นทบทวน นึกถึงฝันถึงบ่อยๆ จงตรวจสอบวิธีการว่าวิธีการที่ได้วางแผนเอาไว้ สามารถปฏิบัติได้จริงหรือเปล่า หากไม่สามารถปฏิบัติได้จริงท่านไม่ควรเสียเวลา ควรเปลี่ยนวิธีการเสียใหม่ จงตรวจสอบการกระทำของท่านว่าท่านได้ลงมือทำทันทีหรือไม่ เป้าหมายที่วางเอาไว้เป็นรายวัน รายเดือน รายปี ท่านได้ทำไปหรือไม่ แล้วดำเนินการแก้ไขทันที จงตรวจสอบความคิด การพูดของท่านว่าท่านคิดบวกหรือพูดบวกหรือไม่ หากไม่ก็จงรีบแก้ไขปรับปรุง และจงตรวจสอบเรื่องของการบริหารเวลา การบริหารชีวิต ว่าแต่ละวันท่านได้ทำอะไรไปบ้าง เกิดประโยชน์หรือเปล่า แล้วทำการวางแผนบริหารเวลา เสียใหม่
ทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นปัจจัยบางส่วนที่ทำให้ เกิดความแตกต่างกันระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือคนที่ล้มเหลว และ เกิดความแตกต่างระหว่างผู้ที่ชนะหรือผู้ที่พ่ายแพ้ คนเราเกิดมาไม่ได้มีแผ่นป้ายผูกติดหรือเขียนติดว่าเราจะเป็นอะไร เช่น เป็นครู เป็นหมอ เป็นทนายความ เป็นอัยการ เป็นนักการเมือง เป็นผู้ประสบความสำเร็จ เป็นผู้ชนะ ท่านสามารถเป็นอะไรก็ได้ ก็ด้วยการฝึกฝนตนเอง การพัฒนาตนเอง จงฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง และท่านสามารถเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะได้ จงเชื่อว่าท่านเกิดมาเพื่อ Born To Win

#image_title