ถ้าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบร้ายแรง ไม่ผ่าตัดได้หรือไม่

ถ้าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบร้ายแรง ไม่ผ่าตัดได้หรือไม่

ถ้าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบร้ายแรง ไม่ผ่าตัดได้หรือไม่

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดการเคลื่อนที่หรือฉีกขาดออกจากที่เดิม และไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการปวดหลัง ร้าวไปที่ขา หรืออาการชาที่ขาและเท้า ในบางกรณีอาจทำให้มีความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อได้ด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะรุนแรงขึ้นเมื่อหมอนรองกระดูกเกิดการทับเส้นประสาทในตำแหน่งที่สำคัญ ในกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นอย่างร้ายแรงและต้องการรักษากระดูกสันหลัง มักจะเกิดคำถามขึ้นว่า “ถ้าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบร้ายแรง ไม่ผ่าตัดได้หรือไม่?” บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการรักษาและทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถทำได้หากไม่ต้องการผ่าตัด

 Free A powerful back view of a female bodybuilder showcasing muscular definition and strength. Stock Photo

การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นโดยไม่ต้องผ่าตัด

แม้ว่าในบางกรณีการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็น แต่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดหรืออาจไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดก็ยังมีทางเลือกอื่นในการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นที่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ซึ่งรวมถึงการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดที่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

  1. การรักษาด้วยการใช้ยา

การใช้ยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นได้ ยากลุ่มที่ใช้ในการรักษาอาจรวมถึงยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ที่ช่วยลดอาการบวมและการอักเสบในบริเวณที่มีการกดทับเส้นประสาท นอกจากนี้ยังสามารถใช้ยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นจากการทับเส้นประสาท และในบางกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง อาจใช้ยาแก้ปวดที่มีความแรงสูงขึ้น หรือยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ

  1. การทำกายภาพบำบัด

กายภาพบำบัดเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการช่วยบรรเทาอาการปวดและเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง การฝึกท่าทางที่ถูกต้อง การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ จะช่วยลดแรงกดทับที่เกิดจากหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนที่ผิดที่ นอกจากนี้กายภาพบำบัดยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกายและลดอาการปวดจากการทับเส้นประสาทได้ดี

  1. การใช้เครื่องมือช่วยในการรักษา

ในบางกรณีการใช้เครื่องมือช่วยเหลือ เช่น เบาะรองหลังหรือเข็มขัดพยุงหลัง อาจช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกระดูกสันหลังและบรรเทาอาการปวดได้ การใช้เครื่องมือพยุงหลังนี้จะช่วยเพิ่มการรองรับและลดแรงกดทับที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูก

  1. การรักษาด้วยการฉีดสเตียรอยด์

การฉีดสเตียรอยด์เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยลดการอักเสบในบริเวณที่มีการทับเส้นประสาทและลดอาการปวดได้ทันที การฉีดสเตียรอยด์จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าการฉีดสเตียรอยด์จะไม่สามารถรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นได้ในระยะยาว แต่จะช่วยลดอาการในระยะสั้นและช่วยให้สามารถฟื้นตัวจากการรักษาอื่น ๆ ได้เร็วขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้กระดูกสันหลังเสียหาย

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น เนื่องจากการรักษาแค่ยาและการทำกายภาพบำบัดอาจไม่เพียงพอ การดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น การหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การนั่งหรือยืนในท่าทางที่ถูกต้อง และการออกกำลังกายที่เหมาะสม จะช่วยให้กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกมีความแข็งแรง ป้องกันไม่ให้กระดูกสันหลังเคลื่อน รวมถึงลดความเสี่ยงจากการเกิดอาการทับเส้นประสาทในอนาคต

 

สรุป

ถึงแม้ว่าการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นในกรณีที่มีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ๆ แต่ยังมีทางเลือกการรักษาอื่น ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการและฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด การฉีดสเตียรอยด์ และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หากคุณมีอาการโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นที่ไม่รุนแรงหรืออยู่ในระยะเริ่มต้น การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณฟื้นฟูและกลับสู่การใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัด

ประเทศไทยในปัจจุบันกับผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ประเทศไทยในปัจจุบันกับผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

ประเทศไทยในปัจจุบันกับผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในสังคมไทยปัจจุบัน สาเหตุหลักมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่มีการนั่งทำงานเป็นเวลานาน การยกของหนัก และการออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของหมอนรองกระดูก และกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา และชาที่ปลายมือปลายเท้า ซึ่งในบทความนี้จะพามาแนะนำกับสถานการณ์ในประเทศไทยกับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

 

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในประเทศไทย

ในปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เน้นการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ขาดการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพของกระดูกสันหลัง

 

 

อาการของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการที่พบได้บ่อยของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ได้แก่

  • ปวดหลังส่วนล่างหรือปวดบริเวณขา
  • อาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาหรือแขน
  • อาการปวดร้าวจากหลังไปยังขา
  • การเคลื่อนไหวลำบากหรือมีอาการตึงที่หลัง

 

การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

การรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัด

การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในระยะแรกมักเริ่มจากวิธีการที่ไม่ต้องใช้การผ่าตัด ซึ่งมีหลายวิธีที่สามารถบรรเทาอาการได้ เช่น:

  • การใช้ยา: การใช้ยาแก้ปวด เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยลดอาการปวด
  • กายภาพบำบัด: การฝึกท่าทางหรือออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและลดแรงกดทับกระดูกสันหลัง
  • การฉีดยาสเตียรอยด์: ในบางกรณีที่อาการปวดรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการ

การรักษาด้วยการผ่าตัดหมอนรองกระดูก

ในกรณีที่อาการของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่ดีขึ้นจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด หรืออาการรุนแรงถึงขั้นมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็น แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับการผ่าตัดหรือไม่ โดยจะทำการผ่าตัดเพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออก หรือใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะสม เช่น การผ่าตัดส่องกล้อง (Microdiscectomy)

 

สรุป

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน หากใครที่กำลังสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกสามารถทำความเข้าใจข้อมูลในบทความได้เลย โดยการรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสภาพของผู้ป่วย การเลือกโรงพยาบาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความน่าเชื่อถือ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคนี้