ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ในโลกนี้

ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ในโลกนี้

โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

ท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับ หากว่าท่านต้องการรวย หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ ไม่ว่าด้านใดๆ ท่านจำเป็นจะต้อง ยอมเสียบางสิ่งบางอย่าง หรือท่านจำเป็นจะต้องย่อมที่จะเสียหลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อแลกกับสิ่งนั้น ไม่ว่าท่านจะต้องยอมเสียเวลา เสียเงินทอง เสียความรู้สึก เสียโอกาส เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี
ฉะนั้น หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จในระดับที่สูงใน สายงานอาชีพของท่าน ท่านก็มีความจำเป็นที่จะต้องทุ่มเทเวลา ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ กับสิ่งๆนั้น เช่น
– ถ้าท่านต้องการเป็นนักกีฬาชกมวยมืออาชีพ ท่านจำเป็นจะต้องซ้อมอย่างหนัก ท่านต้องขยันพัฒนาทักษะต่างๆ ทุ่มเทเวลา หลายๆชั่วโมงต่อวัน อีกทั้ง ท่านต้องสร้างสมประสบการณ์ในการชกมวยบนเวทีอยู่เป็นประจำ ท่านต้องยอมที่จะต้องถูกชก ท่านจะต้องยอมที่จะต้องเจ็บตัว เจ็บปวด เพื่อแลกกับชัยชนะ
– ถ้าท่านต้องการเป็นนักเขียน ท่านคงต้องทุ่มเทเวลาในการอ่าน และการลงมือเขียนอยู่เป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งควรหาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงงานเขียนของท่าน ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ ท่านจะต้องเสียอะไรบางอย่างหรือหลายๆอย่าง เช่น เสียเงินซื้อหนังสือ เสียเวลาในการอ่าน การเขียน เสียใจต่อการถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ เป็นต้น
– ถ้าท่านต้องการเป็น นักการเมือง ท่านจำเป็นจะต้องลงพื้นที่ ท่านจำเป็นจะต้องเสียเงินเสียทองเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ท่านจำเป็นจะต้องเสียเวลาในการอยู่กับครอบครัว ท่านจำเป็นจะต้องอดทนเมื่อถูกคู่แข่งทางการเมือง สาดโคลน(ให้ร้ายต่างๆ)เป็นต้น
– ถ้าท่านต้องการเป็นนักธุรกิจ ท่านต้องกล้าเสี่ยงที่จะนำเงินของท่านไปลงทุน เพื่อให้ได้กำไรเป็นการตอบแทน ซึ่งท่านต้องเสี่ยงกับการขาดทุน อีกทั้งท่านจะต้องทำงานหนักโดยเฉพาะช่วงเปิดกิจการใหม่ๆ
– นักเรียน นักศึกษาก็เช่นกัน หากว่าต้องการสอบให้ได้คะแนนที่ดีๆ นักเรียน นักศึกษา ก็ควรที่จะต้องขยัน อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด ใคร่ครวญ หากว่าไม่เข้าใจก็ควรสอบถามผู้รู้
ระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นมักสอนให้คนมีวินัยมาตั้งแต่ สมัยเป็นเด็กนักเรียน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามสร้างความทะเยอทะยานให้แก่เด็กนักเรียน โดยปลูกฝังให้เด็กทำการบ้าน ทุ่มเทการเรียนอย่างหนัก จนทำให้ชาวญี่ปุ่นเมื่อโตขึ้น จึงเป็นคนที่มีความอดทน มีระเบียบวินัย ขยันทำงานอย่างหนัก จนรัฐบาลของญี่ปุ่นบางสมัยถึงขนาด ออกกฎหมายให้มีวันหยุดมากขึ้น เพื่อให้คนญี่ปุ่นในวัยทำงานได้มีโอกาสพักผ่อน ไม่เครียดมากนัก เพราะชาวญี่ปุ่นในวัยทำงาน บางคนเครียดถึงขนาดหลังเลิกงานไปเที่ยว ไปกินเหล้า อยู่เป็นประจำ
แต่สำหรับโดยส่วนตัวของกระผมแล้ว กระผมคิดว่า การทำงานหนักและทุ่มเทให้กับงานเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรที่จะมากจนเกินไป จนขาดความสมดุล เพราะ หากว่าเราทำงานหนัก โดยขาดการพักผ่อน ขาดการออกกำลังกาย แต่เกิดความเครียด ความกดดันมากๆในชีวิตแล้ว ถามว่าเราจะหาเงินไปทำไม หาไปเพื่อรักษาตัวเองหรือ และ การทำงานอย่างหนัก โดยไม่พักผ่อนบ้าง จะส่งผลร้าย กล่าวคือ ทำให้เราตายไวกว่าอายุไขที่แท้จริงด้วย การขาดความสมดุล จึงเป็นสิ่งที่ควรคิด ควรพิจารณา ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าได้สอนไว้ว่า “ ทางสายกลาง” จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการดำเนินชีวิตและการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ดังนั้น พอสรุปได้ว่า หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ท่านต้องการมีชื่อเสียง เงินทอง ท่านมีความจำเป็นจะต้องลงทุนนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นการ ลงทุนเวลา แรงกาย แรงใจ กล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะยอมผิดหวัง อีกทั้งท่านต้องพยายามรักษาความสมดุลของชีวิตของท่านในด้านต่างๆอีกด้วย

#image_title

สีสันของชีวิต ไม่ต้องกลัวอุปสรรค ปัญหา

สีสันของชีวิต ไม่ต้องกลัวอุปสรรค ปัญหา

อุปสรรค คือ สีสันของชีวิต
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

ว่าวที่จะขึ้นไปสู่ที่สูงได้ ย่อมมีแรงลมกระแทกเป็นธรรมดา
ทุกอุปสรรคทุกความล้มเหลว ย่อมพาเราไปสู่ความสำเร็จ
เป็นคำพูดที่มีส่วนจริงอยู่ไม่ใช่น้อย โทมัส เอ.เอดิสัน เขาไม่ได้เรียนจบจากสถาบันการศึกษา หลายๆคนบอกว่าเป็นอุปสรรค แต่สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่ เอดิสัน เขาต้องทนทรมานจากการหูหนวกของตัวเขาเอง หลายๆคนคิดว่ามันคืออุปสรรค แต่สำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่ มีอยู่วันหนึ่ง มีนักข่าวคนหนึ่งไปถามเขาว่า การที่เขาหูหนวก มันเป็นอุปสรรคต่อการทำงานไหม
เขากลับตอบกลับ จนนักข่าวต้องตลึงว่า “ การที่เขาหูหนวกเป็นสิ่งที่ดี ต่อการทำงานของเขา เพราะเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งฟัง คำพูดที่ไร้สาระของบุคคลต่างๆ ซึ่งบางคนยังไม่รู้เลยว่าตนเองต้องการอะไรในชีวิต แต่การที่เขาหูหนวก ทำให้เขาได้ยินเสียงจากภายในใจของเขาเอง ” และผมเชื่อว่า ถ้าหลายๆคนได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะคิดแบบเดียวกันกับผมว่า เอดิสัน สุดยอดจริงๆครับ เพราะการที่คนส่วนใหญ่หูหนวก มักคิดว่าเป็นอุปสรรค แต่เขามีมุมมองที่กลับกัน
เอดิสัน จึงเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความสำคัญของโลกและเป็นบุคคลที่คนทั่วโลกยกย่อง เขาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในเรื่องการเป็นนักประดิษฐ์ และในเรื่องของวิทยาศาสตร์
สำหรับการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า เขาพบกับความล้มเหลวและอุปสรรค เป็นพันครั้ง มีนักข่าวไปสัมภาษณ์เขาว่า คิดอย่างไรกับความล้มเหลวหรืออุปสรรคที่พบเป็นพันๆครั้ง บ้าง เขากลับตอบนักข่าวว่า ความจริงมันไม่ใช่อุปสรรคหรือความล้มเหลว แต่มันคือวิธีการใหม่ๆที่จะนำไปสู่ความสำเร็จต่างหาก
สุดยอดนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่ เมื่อได้พบกับอุปสรรค เจอปัญหา หรือพบกับความพ่ายแพ้ เพียงแค่ครั้งเดียว หลายๆคนถอดใจ หนี นักขายจำนวนมาก เมื่อถูกลูกค้าปฏิเสธ การซื้อ เขาถึงกับถอดใจไม่ทำแล้ว ไม่ขายอีกแล้ว มีน้อยคนนักที่จะพยายามทำต่อไป แต่ เอดิสัน เขาพบกับความล้มเหลว อุปสรรค ถึง พันครั้ง แต่เขาก็สู้ต่อไป จนประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้ในที่สุด
ท่านผู้อ่านครับ หากว่าเรานำเรื่องราวของเอดิสัน มาคิด เราจะเห็นว่า หลายๆครั้งที่เรามักจะฟังคนอื่นๆ มากกว่าฟังตนเอง แต่สำหรับเอดิสันแล้ว การที่เขาหูหนวก นั้นเป็นข้อดี เขาจึงสามารถฟังเสียงของตนเองได้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ เขาไม่ต้องมานั่งฟังคนส่วนใหญ่พูดให้เขาเสียกำลังใจ เช่น คุณทำหลอดไฟฟ้าไม่ได้หรอก เพราะยังไม่มีใครเคยทำ , คุณเลิกได้แล้ว ทำมาเป็นพันๆครั้ง ยังทำไม่ได้อีก เป็นต้น
เคยมีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า มีการแข่งขันปีนต้นไม้กัน หลายคนกำลังปีนแข่งกัน แต่ต้นไม้สูงมาก ทำให้คนดูเชื่อว่า ไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ คนดูหลายๆคนจึงร้องบอกคนปีนว่า ลงมาเถอะ ไม่ไหวหรอก ด้วยความเป็นห่วยเป็นใยคนปีน จึงทำให้คนที่เข้าแข่งขันหลายๆคน ทยอยปีนลงมาจากต้นไม้สูง แต่มีนักปีนคนหนึ่ง ปีนได้ดีมาก ปีนสูงขึ้น ปีนสูงขึ้น จนสามารถปีนขึ้นไปสู่จุดที่สูงสุดได้ ปรากฏว่าทุกคนต่างก็ชื่นชม นักปีนต้นไม้ ผู้นี้ หลังจากนั้นจึงมีการให้สัมภาษณ์ โดยนักข่าวถามว่า “ ทำไมคุณถึงปีนได้โดยไม่พักเลย” นักปีนที่ได้รับชัยชนะกล่าวตอบว่า “ ก็ผมได้กำลังใจจากผู้ชมที่อยู่ด้านล่างนะซิ ที่ช่วยกันเชียร์” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะว่าคนที่ได้รับชัยชนะ คนดังกล่าว เขาเป็นคนหูหนวก เลยนึกว่าคนด้านล่างเชียร์ แต่ที่ไหนได้ คนชมด้านล่างกลับร้องตะโกนให้ลงจากต้นไม้
ฉะนั้น มนุษย์เป็นจำนวนมากมักเป็นเช่นนี้ กล่าวคือ มักเอาความคิดเห็นของคนทั่วไปมาสร้างปัญหาให้กับตัวเอง จนทำให้ตนเองแทนที่จะประสบความสำเร็จ กลับกลายเป็นว่าตนเอง พบกับอุปสรรค พบกับปัญหา ฉะนั้น หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ ดังเช่น โทมัส เอ.เอดินสัน ท่านจงฟังเสียงของตนเอง มากกว่าฟังเสียงของผู้อื่น เพราะสิ่งนั้นจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาในตัวของท่าน

#image_title

ศาสตร์แห่งความร่ำรวย
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

ถ้าคนที่อยู่ในประเทศของเรา อยู่ในจังหวัดของเรา สามารถสร้างความร่ำรวยได้ เราก็สามารถทำได้เช่นกัน
ศาสตร์แห่งความร่ำรวยมีอยู่จริง ซึ่งศาสตร์แห่งความร่ำรวยก็เหมือนกับศาสตร์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ศาสตร์ทางด้านคณิตศาสตร์ ศาสตร์ทางด้านสังคมศาสตร์ ศาสตร์ทางด้านโหราศาสตร์ ฯลฯ
หากเราลองไปสังเกตคนที่ร่ำรวยแล้วเราจะรู้ว่าเขาไม่ได้ฉลาดเกินกว่าเรา เขาไม่ได้เก่งกว่าเรา หรือเป็นอัจฉริยะ แต่สิ่งที่มีความต่างแตกกันก็คือเรื่องของความคิด T.Harv Eker ผู้สอนและเขียนหนังสือเรื่อง “ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” เขาพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า “ ให้เวลาเขา 5 นาที แล้วเขาจะทำนายอนาคตทางการเงินตลอดชีวิตที่เหลือของคุณ” ถามว่าเขาทำนายจากสิ่งใด เขาสามารถทำนายได้จากแนวความคิดและแผนผังการเงินในสมองของคุณ เขายังเชื่อว่า หากต้องการเป็นคนที่ร่ำรวย สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ ท่านจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิด ท่านจะต้องเลียนแบบวิธีคิดของคนรวย อีกทั้งต้องตั้งโปรแกรมความคิดเสียใหม่ ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ ท่านต้องพูดกับตัวท่านเองทุกๆวัน และทุกๆโอกาส เช่น ฉันสามารถร่ำรวยได้ , ฉันมีความคิดแบบมหาเศรษฐี , ฉันมีสมองเงินล้าน เป็นต้น
หนังสือ The Secret กฏแห่งการดึงดูด ความลับของ The Law of Attraction.(ท่านสามารถหาอ่านเพิ่มเติ่ม)กล่าวไว้ว่า หากว่าท่านต้องการสิ่งใด ขอให้ท่านคิดเรื่องนั้นบ่อยๆ กฎแห่งการดึงดูดก็จะทำงาน หากท่านคิดเรื่องร้ายๆ เรื่องร้ายๆก็จะมาหาท่าน แต่ตรงกันข้ามหากท่านคิดแต่เรื่องที่ดีๆ เรื่องที่ดีๆก็จะเข้ามาหาท่าน ดังนั้น หากท่านต้องการร่ำรวย ท่านก็จงคิดแต่เรื่องที่จะนำพาท่านไปสู่ความร่ำรวย จงมุ่งความคิดของท่านไปที่การจะหาทรัพย์สิน การสร้างธุรกิจมากกว่าการชำระหนี้สินหรืออุปสรรค
และเนื้อหาในหนังสือ The Secret บางตอน ยังได้แนะนำเพิ่มเติมว่า ให้ท่านตัดภาพวาดเกี่ยวกับ บ้าน รถ สระว่ายน้ำ เงินทอง หรือสิ่งต่างๆที่ท่านต้องการไว้ดู โดยติดไว้ในสถานที่ที่ท่านเห็นได้บ่อยๆ หรือตลอดเวลาได้ยิ่งดี
หนังสือ the new science of getting rich หรือ ไขรหัสศาสตร์สู่ความร่ำรวย ก็ได้กล่าวและมุ่งเน้นไปที่เรื่องของความคิด โดยสรุปก็คือ หากท่านต้องการร่ำรวย ท่านจงเปลี่ยนแปลงความคิดของท่านก่อนเป็นลำดับแรก
หลายๆคนอาจจะตั้งข้อสงสัย หลายๆท่านอาจจะมีความคิดที่โต้แย้ง แต่หากว่าท่านใดมีความเชื่อและยอมรับมันหมดหัวใจ ท่านก็จะเดินทางไปสู่ความร่ำรวยได้เร็วกว่าคนอื่นๆที่ไม่ยอมรับและมีข้อโต้แย้ง เพราะการไม่ยอมรับจะทำให้เขาไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด ทั้งนี้หากว่าท่านต้องการร่ำรวยอย่างแท้จริง ขอให้ท่านขจัดความคิดเก่าๆของท่านทิ้งไป แล้วคิดใหม่ คิดว่าท่านสามารถร่ำรวยได้ คิดว่าท่านสามารถกุมโชคชะตาของตนเองได้
คนที่ร่ำรวยมักชอบการสร้างสรรค์มากกว่าการแข่งขัน เพราะการแข่งขันจะทำให้รู้สึกกดดัน ไม่มีความสุข เกิดความเครียด แต่หากว่าเรามีความคิดที่สร้างสรรค์ เรามักสร้างสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ จากตัวเราเองทำให้เราไม่เกิดการกดดันใดๆ อีกทั้งการแข่งขันจะทำให้เกิดความคิดในทางลบมากกว่าทางบวก เช่น เกิดความอิจฉา เกิดความคิดที่อยากจะทำลาย เป็นต้น
จงสร้างสรรค์ผลงานในการทำงานของท่านให้ดีขึ้นตลอดเวลา เช่น การสร้างสรรค์งานเขียนใหม่ๆ การสร้างสรรค์ผลงานเพลงใหม่ๆ การสร้างสรรค์งานศิลปะใหม่ๆ การสร้างสรรค์การออกแบบเสื้อผ้า ทรงผมใหม่ๆ เป็นต้น
T.Haarv Eker เขาเปลี่ยนตัวเขาเองจากคนที่เคยถังแตกมาเป็นเศรษฐีร้อยล้านภายใน 2 ปีครึ่ง , Donald J.Trump (โดนัลด์ เจ ทรัมพ์) เปลี่ยนจากคนที่ใกล้จะล้มละลาย มาร่ำรวยยิ่งขึ้น ก็เพราะเขามีความคิดซึ่งเป็นความคิดของมหาเศรษฐีนั่นเอง
จงเปลี่ยนแปลงความคิด แล้วชีวิตของท่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

#image_title

กฎแห่งความสำเร็จ ที่คุณสามารถทำได้

กฎแห่งความสำเร็จ ที่คุณสามารถทำได้

กฎแห่งความสำเร็จ

โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์

www.drsuthichai.com

 

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะต้องมีหลักการหรือมีกฎเกณฑ์ประจำตัวบางอย่าง ซึ่งหลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ ที่แต่ละคนยึดถือคงมีแตกต่างกันไป แต่ก็มีอยู่หลายๆ กฎที่บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จยึดเหมือนกัน ก็มีอยู่หลายกฎเกณฑ์ เช่น

1.การวางเป้าหมาย หากว่าท่านผู้อ่านลองสังเกตบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เขามักมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต หรือหากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาแห่งความสำเร็จ การวางเป้าหมายเป็นสิ่งหนึ่งที่หนังสือเหล่านั้นได้กล่าวถึง ไม่ว่าหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ หนังสือของเดล คาร์เนกี้ หนังสือของ Anthony เป็นต้น

2.ความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง บุคคลที่มีความสมบูรณ์ทางด้านร่างกายแต่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง สู้คนที่มีความบกพร่องพิการแต่มีความเชื่อมั่นในตนเองไม่ได้ ซึ่งความเชื่อมั่นท่านสามารถพิชิตได้ เคยมีนักปราชญ์กล่าวว่า วิธีการสร้างความเชื่อมั่นง่ายนิดเดียวคือ “ จงทำในสิ่งที่ท่านกลัว แล้วเมื่อนั้นความกลัวในสิ่งนั้นก็จะตายจากท่านไป”  ดังนั้น เมื่อกลัวสิ่งไหนก็ขอให้เราเข้าหาสิ่งนั้น ท่านก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมา

3.นิสัยการทำงานเกินเงินเดือน คนที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก มักทำงานมากกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป เพราะการทำงานมากกว่าคนอื่น บุคคลคนนั้นก็จะมีโอกาสเรียนรู้งานมากกว่าคนอื่น  การทำงานมากกว่าเงินเดือน เป็น “ กฎแห่งการตอบแทนทวีคูณ” และเป็นนิสัยของบุคคลที่ประสบความสำเร็จฝึกปฏิบัติ

4.ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และการเป็นผู้นำ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก มักเป็นคนที่มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์  มีความกล้าในการเป็นผู้นำของตนเองและผู้อื่น บุคคลเหล่านี้มักเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโลก หรือเป็นบุคคลที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับโลก ดังเช่น สตีฟ จอบส์ , บิล เกตส์ เป็นต้น

5.นิสัยประหยัดอดออม บุคคลที่ประสบความสำเร็จหรือบุคคลที่เป็นมหาเศรษฐี มักเป็นคนที่มีนิสัยประหยัดอดออม ซึ่งแตกต่างกับนิสัยสุรุ่ยสุร่าย ทำให้เกิดหนี้สิน ทำให้เกิดการสูญเปล่า การสร้างนิสัยประหยัดอดออม จะทำให้ท่านหนีพ้นจากชีวิตการทำงานหนัก และชีวิตการทำงานที่ไร้อิสรภาพ อันเนื่องจากท่านมีเงินสะสมในการดำเนินชีวิตในอนาคต อีกทั้งไม่มีหนี้สินให้เกิดการผ่อนชำระอีกด้วย

6.ความล้มเหลว ในที่นี้หมายถึง ความพ่ายแพ้ชั่วคราว บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ชั่วคราว มาก่อน ฉะนั้นจงอย่ากลัวความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้ชั่วคราว หากว่าท่านต้องการประสบความสำเร็จ

7.บุคลิกภาพที่ดี  บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักมีบุคลิกภาพที่ดี การมีบุคลิกภาพที่ดีไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะต้องแต่งกายหรือมีเครื่องใช้ราคาแพง แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นที่ประทับใจของผู้คน ที่ได้พูดคุยหรือสัมผัสด้วย

8.ความมุ่งมั่นจดจ่อที่เป้าหมาย คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่จดจ่อกับเป้าหมาย ทำอะไรทำจริง ไม่เป็นคนที่ทิ้งกลางคัน แต่เขาจะคิดถึง เป้าหมายทุกลมหายใจ

กฎแห่งความสำเร็จ ในโลกนี้อาจจะมีมากกว่านี้ แต่กฎข้างต้นนี้ เป็น กฎที่ บุคคลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ได้ใช้และปฏิบัติกัน และหากว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จ จงศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติ ท่านก็จะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้

#image_title

กฎแห่งแรงดึงดูด สู่ความสำเร็จ

กฎแห่งแรงดึงดูด สู่ความสำเร็จ

กฎแห่งแรงดึงดูด
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

กฎแห่งความสำเร็จมีหลากหลายกฎ แต่กฎแห่งแรงดึงดูด เป็นกฎหนึ่งที่บุคคลที่ประสบความสำเร็จใช้เป็นวิธีการ ใช้เป็นเครื่องมือ นำทางไปไปสู่ความสำเร็จ กฎแห่งแรงดึงดูด ก็คล้ายๆกับกฎทั่วไปเช่นเดียวกับ กฎแห่งแรงโน้มถ่วง
ซึ่งกฎแห่งแรงดึงดูด มีลักษณะคือ สิ่งใดที่เราคิดอยู่เสมอ ฝันอยู่เสมอ หมกมุ่นอยู่เสมอ มันก็มักจะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิตเราและเป็นความจริงในที่สุด
เราสามารถพัฒนากฎแห่งแรงดึงดูดมาใช้โดย
1.ท่านต้องหาเป้าหมายหรือหาความฝันหรือค้นหาในสิ่งที่ตนเองต้องการให้เจอเสียก่อน เช่น ท่านอยากเป็นนักเขียน ท่านอยากเป็นนักร้อง ท่านอยากเป็นนักแสดง ท่านอยากเป็นผู้สื่อข่าว ฯลฯ
2.ท่านจงเขียนมันลงไป ไบรอัน เทรซี่ นักวิชาการ วิทยากร นักบริหาร ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า จากการสอนวิชาเคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จ ปรากฏว่าเขาให้ผู้เข้ารับการอบรมเขียนเป้าหมาย เขียนความฝัน เขียนสิ่งที่ต้องการ แล้ววางแผนสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยการเขียนไปในกระดาษผลปรากฏว่า ผู้เข้ารับอบรม ที่เขียนเขียนเป้าหมาย เขียนแผนการ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งถึงสองปี แล้วนำสิ่งที่เขียนมาดู จะปรากฏว่า สิ่งต่างๆที่ได้เขียน มีการเกิดขึ้นเป็นความจริงมากกว่า ผู้เข้ารับการอบรมที่ไม่ได้เขียนเป้าหมาย เขียนแผนการ ลงไปในกระดาษ
3.ท่านต้องจดจ่อต่อเป้าหมาย จะทำให้ท่านเกิดวิธีการขึ้นมาเอง การจดจ่อต่อเป้าหมายจะทำให้ท่านเกิดกำลังใจในการทำงาน เกิดการไม่ท้อแท้ ท้อถอยต่ออุปสรรค การจดจ่อ ต่อเป้าหมายจะทำให้ท่านไปถึงฝั่งได้อย่างรวดเร็วมากกว่าคนที่ไม่จดจ่อต่อเป้าหมาย และยิ่งถ้าใครสามารถจินตนาการถึงเป้าหมายตามไปด้วยก็ยิ่งดี หนทางที่ดีควรจินตนาการก่อนนอนเพราะช่วงนี้ จิตใต้สำนึกจะรับภาพสิ่งที่เราจินตนาการได้มากกว่าช่วงอื่นๆ ในการดำเนินชีวิต
4.ท่านต้องเริ่มลงมือทำ “ ระยะทางหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรก” การเริ่มก้าวแรกเป็นสิ่งที่ยากในการทำใจหรือการทำ แต่เมื่อท่านได้เริ่มต้นแล้ว โอกาสที่จะเดินก้าวที่สองย่อมง่ายขึ้นกว่าการเดินก้าวแรก
5.ท่านต้องมีความสม่ำเสมอในการทำงานไปสู่เป้าหมาย จงทำงานให้มากขึ้น แต่ต้องทำงานอย่างฉลาด ต้องทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย การทำงานที่ฉลาด ท่านต้องเลือกงานที่มีความสำคัญก่อน ส่วนงานที่ไม่สำคัญ ท่านสามารถให้คนอื่นช่วยทำงานก็ได้เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของท่าน
6.ท่านจงใช้เวลาในทุกๆวัน ในการประเมินตนเอง ว่าสิ่งที่ท่านทำในทุกๆวัน มีการพัฒนาไปขนาดไหนแล้ว มีอะไรที่ผิดพลาด อะไรที่ท่านต้องพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะช่วยให้ท่านทำงานได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น
จากข้อความข้างต้นนี้ ท่านสามารถนำกฎแห่งแรงดึงดูดไปใช้ได้ เพียงแต่ท่านต้องไปศึกษาเพิ่มเติม แล้วควรเริ่มฝึกลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง หากท่านลงมือทำอย่างจริงจังกระผมเชื่อแน่ว่า กฎแห่งแรงดึงดูดก็จะนำท่านไปสู่เป้าหมายในชีวิตที่ท่านได้วางเอาไว้

#image_title

ไม่มีใครรู้อนาคต คุณก็ประสบความสำเร็จได้

ไม่มีใครรู้อนาคต คุณก็ประสบความสำเร็จได้

ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะดีหรือร้าย
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

– ราล์พ บันเช่ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ขณะที่ยังคงเรียนหนังสือ เขาเคยรับจ้างทำงานเป็นยามรักษาความปลอดภัย
– นอร์แมน วินเซนต์ พีล นักสอนศาสนาชื่อดังก้องโลก เคยเป็นลูกจ้างในร้านขายของชำเล็กๆ ในเมืองโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
– เฮนรี่ ฟอร์ด มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้คิดค้นรถยนต์คันแรกของโลก มีโอกาสเรียนเพียงแค่ระดับมัธยม
– สตีฟ จ็อบส์และบิล เกตส์ มหาเศรษฐีแห่งวงการคอมพิวเตอร์ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป
– โทมัส เอดิสัน เคยถูกพ่อและคุณครูด่าว่าเป็นเด็กที่โง่ เมื่อเรียนหนังสือในโรงเรียนก็สอบได้ที่โหล่อยู่เป็นประจำ แต่ในที่สุด เขาเป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เขาคิดค้นหลอดไฟฟ้าดวงแรกของโลกได้
– โทมัส มานน์ นักประพันธ์เอกระดับโลก ก็เรียนไม่เอาไหนเมื่อตอนที่เขาเด็กๆ
– ตัน ภาสกรนที หรือ ตัน โออิชิ ตอนนี้อาจเปลี่ยนเป็น อิชิตัน เขาก็ไม่ได้เรียนจบสูง อีกทั้งเขายังให้สัมภาษณ์ว่าเขาเป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่เขาก็สามารถร่ำรวยได้ และสร้างอาณาจักรของตนเองได้
– เจ้าสัวธนินท์ เจียรนนท์ ก็ไม่ได้เรียนจบสูง แต่ก็มีลูกน้องจบปริญญาเอกมากมายที่ช่วยทำงาน จนสร้างอาณาจักรและบริหารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งบริษัทในเครือจนโด่งดังไปทั่วโลก
บุคคลดังกล่าวข้างต้น เคยทำงานที่ต่ำต้อย หลายๆคนไม่มีการศึกษาหรือจบการศึกษาที่สูงเลย แต่เขาเหล่านี้ก็
สามารถประสบความสำเร็จ ดังนั้น หากตอนนี้ ท่านทำงานในหน้าที่ที่ต่ำต้อย ไม่ได้จบปริญญาตรี ท่านก็สามารถนำบุคคลเหล่านี้มาเป็นแบบอย่างได้
ในตอนนี้ชีวิตหลายๆ คนอาจมืดมน มีตำแหน่งหน้าที่การงานสู้เพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันไม่ได้ แต่ในอนาคต ใครจะไปทราบ ท่านอาจเป็นคนหนึ่งที่เป็นมหาเศรษฐีก็เป็นได้ เพราะว่าวันนี้อาจจะร้าย พรุ่งนี้อาจจะดี ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
การที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่จำเป็นจะต้องจบการศึกษาที่สูง ไม่จำเป็นจะต้องทำงานที่ต่ำต้อยเหมือนในปัจจุบัน เพราะท่านสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ความสำเร็จ ชื่อเสียง ความมั่งคั่ง หากว่าท่านสามารถทำได้ด้วยตนเอง ท่านจะเกิดความภาคภูมิใจมากกว่า การที่ท่านร่ำรวยมาแต่กำเนิด เพราะท่านจะเห็นคุณค่าของมัน ก็เนื่องจากท่านหามันได้ทำมันได้ด้วยความยากลำบาก สรุปคือท่านสามารถประสบความสำเร็จได้ดังบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายในโลกนี้ ขอให้ท่านโชคดี

#image_title

การเดินทางที่เป็นกลุ่มด้วยการเช่าอัลพาร์ด

การเดินทางที่เป็นกลุ่มด้วยการเช่าอัลพาร์ด

การเดินทางเป็นหมู่คณะด้วยรถเช่าอัลพาร์ดเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่ทีมงานที่ต้องการความสะดวกสบายและความหรูหราในการเดินทาง รถอัลพาร์ดเป็นรถตู้ที่มีขนาดกว้างขวางและออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบาย ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกลหรือในทริปพิเศษต่าง ๆ

 

ความสะดวกสบาย
อัลพาร์ดมาพร้อมกับที่นั่งที่กว้างขวางและนุ่มสบาย เหมาะสำหรับการนั่งนาน ๆ โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไกล ภายในรถยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ระบบเสียงที่ดี ช่องชาร์จไฟ และพื้นที่เก็บสัมภาระที่เพียงพอ

การเดินทางที่เป็นกลุ่ม
การเช่ารถอัลพาร์ดช่วยให้สมาชิกในกลุ่มสามารถนั่งรวมกันได้ ทำให้การเดินทางสนุกสนานและเป็นกันเองมากขึ้น คุณสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความทรงจำร่วมกันระหว่างการเดินทางเช่าอัลพาร์ด

ความปลอดภัย
รถอัลพาร์ดมีระบบความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม เช่น ถุงลมนิรภัย ระบบเบรก ABS และเทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพ ซึ่งช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าการเดินทางของคุณจะปลอดภัย

ความยืดหยุ่น
การเช่ารถอัลพาร์ดให้ความยืดหยุ่นในการกำหนดเส้นทางและเวลา คุณสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการแวะเที่ยวจุดสนใจหรือการหยุดพักระหว่างทาง

ค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า
การแบ่งค่าใช้จ่ายระหว่างสมาชิกในกลุ่มทำให้การเช่ารถอัลพาร์ดเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ คุณจะพบว่าค่าใช้จ่ายต่อคนจะต่ำกว่าการเดินทางด้วยบริการขนส่งสาธารณะ

เคล็ดลับการเช่าอัลพาร์ด
จองล่วงหน้า: เพื่อความแน่นอน ควรจองรถล่วงหน้าโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดหรือเทศกาล
ตรวจสอบสภาพรถ: ควรตรวจสอบสภาพรถก่อนรับ เพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพดี
เลือกบริการที่น่าเชื่อถือ: ควรเลือกบริษัทเช่ารถที่มีความน่าเชื่อถือและมีรีวิวดี
การเดินทางเป็นหมู่คณะด้วยรถเช่าอัลพาร์ดจึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว การจัดประชุม หรือกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ สร้างความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคนในกลุ่ม!

 

การเช่า มีบริษัทเช่ารถหลายแห่งที่ให้บริการเช่ารถ Toyota Alphard
โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางธุรกิจหรือการท่องเที่ยวในการเช่าอัลพาร์ด

Toyota Alphard เป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความหรูหราและความสะดวกสบาย
เช่าอัลพาร์ดสำหรับการเดินทางที่ต้องการความพิเศษและการตกแต่งที่หรูหรา

Toyota Alphard เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรถ MPV ที่ให้ความหรูหราและความสะดวกสบายในระดับสูง พร้อมกับเทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่ทันสมัยเหมาะสำหรับการเช่าอัลพาร์ด

บริการรถเช่าอัลพาร์ด New Alphard
พร้อมคนขับรถมืออาชีพสนใจติดต่อ
โทร : 081-655-8261
แอดไลน์ : Pae042513
E-mail : vip4449alphard@gmail.com

จงสร้างผลลัพธ์ในตัวคุณให้ได้สูงสุด

จงสร้างผลลัพธ์ในตัวคุณให้ได้สูงสุด

จงสร้างผลลัพธ์ในตัวคุณให้สูงสุด
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

เคยมีคนตั้งคำถามกับผมว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จ เขาถึงประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป อะไรที่ทำให้เกิดความแตกต่างกัน เวลาหรือ? เปล่าเลยครับ เวลาของเขากับพวกเราก็คงไม่ได้แตกต่างกันคือมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน
แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันก็คือวิธีคิดนั้นเอง คนที่ประสบความสำเร็จมักมีความคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไป เขาเรียนรู้และพัฒนามันตลอดเวลา เขาจะหาเทคนิค แล้วมีการวางแผน อีกทั้งมีวินัยในการปฏิบัติตามแผนอย่างจริงจัง ซึ่งในบทความนี้ เราสามารถเรียนรู้เทคนิคต่างๆได้ดังนี้
1.เขาจะลงมือทำกิจกรรมที่มีค่าสูงสุด(20%) แต่ให้ผลลัพธ์(80%) อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง หลักของพาเรโต คิดโดย วิลเฟรโด พาเรโต ซึ่งเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียน เขากล่าวว่าสิ่งที่สำคัญมีเพียงแค่ 20 % สำหรับสิ่งที่ไม่สำคัญจะมี 80% ของทั้งหมด เช่น ยอดขายของสินค้าทั้งหมดมักเกิดจากลูกค้ารายใหญ่ไม่เกิน 20 % แต่สั่งซื้อสินค้ามากกว่า 80 % แต่ในทางกลับกันลูกค้ารายเล็กๆ รวมกัน 80% แต่มียอดสั่งซื้อแค่ 20% ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะค้นหา เขาจะวิเคราะห์ว่า กิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน เดือน ปี จะมีกิจกรรมไม่เกิน 20% แต่จะให้ผลลัพธ์ 80% เขาจะเขียนมันขึ้นมาแล้ว ลงมือทำกิจกรรมที่มีค่าสูงสุดโดยการทำอย่างต่อเนื่อง เช่น เรื่องงาน เรื่องการตรวจสุขภาพ การออกกำลังกาย การฝึกอบรม การอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือ เรื่องการวางแผนทางการเงิน เป็นต้น
2.เขาจะเรียนรู้พลังของการบริหารเวลา เขาจะมีการลำดับความสำคัญของงานต่างๆ มีการวางแผนทุกๆวัน ทุกๆสัปดาห์ ทุกๆเดือน โดยมีการแยกแยะงานออกเป็น งานสำคัญ งานไม่สำคัญ งานเร่งด่วน งานไม่เร่งด่วน แล้วมีวินัยในการปฏิบัติงานตามแผนการที่ได้วางไว้
3.เขาจะมีเป้าหมายในการทำงาน มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป้าหมายในเรื่องสุขภาพ เป้าหมายทางด้านการเงิน เป้าหมายทางด้านครอบครัว การตั้งเป้าหมายจึงทำให้เขามีทิศทางในการดำเนินชีวิต ดังนั้นหากท่านยังไม่มีเป้าหมาย ท่านควรตั้งเป้าหมายแล้วจงเดินทางไปสู่เป้าหมายของท่านแล้วที่จะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
4.เขาจะมีพลังแห่งความรัก เขาจะรักในสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าเรื่องของการทำงาน เขาจะเลือกงานที่เขาชอบ ไม่ใช่เลือกทำงานหรือประกอบอาชีพเพราะเงิน เพราะเป็นไปตามกระแส เมื่อเขารักงานที่เขาทำ เขาจึงทำงานได้เป็นเวลานาน มีความสนุกสนานกับการทำงาน ไม่เกิดความเบื่อหน่าย แต่จะเกิดความกระตือรือร้นตลอดเวลาในการทำงาน ดังนั้น ท่านจงหางานที่ท่านรักทำแล้วท่านจะมีความสุขในการทำงาน
5.เขาจะมีความสามารถในการทำงานเป็นทีม หากว่าท่านทำงานคนเดียว ความสำเร็จที่ท่านได้รับก็จะมีเพียงเล็กน้อย แต่หากว่าท่านมีทีมงาน ความสำเร็จที่ท่านจะได้รับย่อมจะใหญ่โตกว่า เช่น การทำธุรกิจเครือข่าย ท่านจะเห็นได้ชัดว่า ทุกคนในทีมงานมักจะช่วยเหลือกัน เป็นต้น
6.เขาจะเน้นจุดแข็ง ไม่ใช่เน้นจุดอ่อน เขาจะทำอะไรที่ตนเองมีความถนัด ส่วนที่เขาไม่ถนัด เขาก็จะไม่ทำ ไม่ลงทุน เพราะการทำงานที่ตนเองมีความถนัด จะทำให้งานเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มากขึ้น
ดังนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ในตัวของท่านให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด ข้อความข้างต้นถ้าหากท่านนำไปใช้ ท่านก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้

#image_title

ความล้มเหลว อาจเป็นสิ่งที่ดีในอนาคต

ความล้มเหลว อาจเป็นสิ่งที่ดีในอนาคต

ความล้มเหลวอาจเป็นสิ่งที่ดี
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

ความสำเร็จมักก่อตัวขึ้น จากเถ้าถ่านของความล้มเหลว…
ระดับความสำเร็จคือแรงสะท้อนจากการเคยประสบความล้มเหลวมาก่อน
ไม่มีใครลุกขึ้นมาจากความล้มเหลวได้โดยไม่แข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดกว่าเดิม
กระผมเชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับประโยคเหล่านี้ที่มีความเกี่ยวข้องกับความล้มเหลว ซึ่ง บุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกคน มักจะต้องผ่านความล้มเหลวมาด้วยกันแทบทั้งสิ้น แต่พวกเราส่วนใหญ่มักจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนมีโชค วาสนา แต่หารู้ไม่ว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกๆคน มักจะต้องเคยผ่านความยากลำบาก เคยผ่านความล้มเหลวมาเกือบทุกคน
– บิล เกตส์ กว่าจะร่ำรวยและประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ เขาต้องทุ่มเท กำลังใจ
กำลังกายและกำลังความคิด เขาต้องพบกับความล้มเหลวนานัปการในการเริ่มต้นธุรกิจของเขา เพื่อนมักจะดูถูกเขาว่าเป็นคนสกปรก บ้าคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเขาเคยถูกบริษัท IBM ดูถูกว่าเขาเป็นแค่ เด็ก แต่ในที่สุด เขากลับกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก
– เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ บุรุษเหล็กแห่งมหาสงครามโลกครั้งที่ 2
ตอนเด็กๆ เขาเป็นคนติดอ่าง และมีปัญหาทางการพูดอย่างมาก เขาเคยล้มเหลวในการพูด เคยถูกดูถูกทำให้เขาได้รับความอัปยศอดสู แต่แล้วเมื่อเขาผ่านการฝึกฝน เขาไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวในที่สุด เขากลายเป็นนักพูดระดับชาติและผู้คนยอมรับเขาทั่วโลกในการพูดเลยทีเดียว มีครั้งหนึ่งที่ท่านได้ถูกนิสิต นักศึกษา ถามว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ตอบว่า “ Never ,Never ,Never , Never ,Never Give Up ” แปลว่า (ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ห้าม ล้มเลิก)
– วอลท์ ดีสนีย์ ราชาการ์ตูนวอลท์ ดีสนีย์ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็พบกับความล้มเหลวมาอย่างมาก
มาย เขาเคยตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ แต่ถูกพนักงานบริษัทของเขายักยอกเงินหอบเงินหนีไป บริษัทของเขาประสบปัญหาจนล้มละลาย หลังจากที่เขาใช้หนี้จนหมด เขาจึงเริ่มสร้างภาพยนตร์ใหม่โดยการเช่าโรงรถของอาของเขา ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง แต่เขาต่อสู้จนในที่สุด เขาประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนจนโด่งดังไปทั่วโลก
– และยังมีตัวอย่างของผู้ประสบความล้มเหลวอีกมากมายที่ต่อสู้จนประสบความสำเร็จในธุรกิจ
จงกล้าที่จะล้มเหลว เพราะบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยพบหรือเคยต่อสู้กับความล้มเหลวมาก่อน มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือทำกิจการใดๆ
ความจริงแล้ว ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความพ่ายแพ้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากว่า
เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราไม่ล้มเลิก สักวันหนึ่งเราก็จะประสบความสำเร็จ จงอย่าหยุดเสียกลางคัน จงอย่าเลิกล้มความพยายาม เพราะนักปราชญ์ในอดีตบางท่านได้กล่าวไว้อย่างสวยงามว่า “ หากท่านต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของท่าน ถ้าหากว่าท่านล้มเหลวถึงสิบครั้ง แต่ท่านก็ยังได้พยายามต่อไป นั้นแสดงว่าความมีอัจฉริยะได้เกิดขึ้นในหน้าที่การงานของท่านแล้ว จงพยายามทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ
จงอย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถตราหน้าเราได้ว่าเราเป็นคนล้มเหลวได้ นอกจากตัวเราเอง อย่าให้คำพูดของผู้อื่นมาตัดสินตัวเรา อย่าให้คำพูดของคนอื่นมากำหนดชะตาชีวิตของเรา “ ผู้ชนะไม่เคยยอมจำนน และผู้ยอมจำนนไม่มีวันชนะ ” เป็นคติพจน์ของคนโบราณแต่ก็ยังใช้ได้และให้แง่คิดกับเราได้เป็นอย่างดี
จงระลึกไว้ว่า ความล้มเหลว ความลำบาก ความทุกข์ยาก ทุกครั้ง ได้แฝงมาซึ่งประโยชน์ในอนาคตที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

#image_title

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสที่จะมาถึง

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสที่จะมาถึง

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกโอกาส
โดย…สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

คนที่ประสบความสำเร็จระดับสูง มักจะมีการเตรียมตัวที่ดี เขาจะมุ่งมั่นฝึกซ้อม ฝึกฝน พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อรอโอกาสที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
– ผู้ที่อยากที่จะเป็นนักเขียน ควรหมั่นฝึกฝนการเขียนเป็นประจำ ทุกๆวัน ฝึกให้หนัก ฝึกให้มาก เพื่อที่จะพัฒนาการเขียนของตนเองตลอดเวลา แล้วสักวันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง ก็จะมีสำนักพิมพ์ต่างๆ ติดต่อให้ท่านเขียนหนังสือให้ แต่ถ้าหากท่านไม่เตรียมตัว ไม่เตรียมความพร้อม ไม่ฝึกฝน ไม่พัฒนา เมื่อโอกาสมาถึง สำนักพิมพ์ขอดูงาน ท่านกลับไม่มีผลงานให้เขาดู
– ผู้ที่อยากเป็นนักร้อง ควรฝึกฝนการร้องอยู่เสมอ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีลูกทุ่งในอดีต ครอบครัวรับจ้างทำไร่อ้อย ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็ด้วยการฝึกฝนร้องเพลงในไร่อ้อย และแสวงหาโอกาสตลอดเวลาโดยการเข้าประกวดร้องเพลงลูกทุ่งตั้งแต่เด็ก จึงทำให้มีผลงานฝากไว้อย่างมากมาย
– ผู้ที่อยากเป็นนักมวย ควรฝึกฝนกำลังกาย ต้องมีวินัย ต้องอดทน ต่อการฝึกซ้อมเป็นอย่างสูง ซึ่งการแข่งขันชกมวยมีการชกเพียงไม่กี่ยกบนเวที แต่ผู้ที่จะเป็นนักมวยที่ประสบความสำเร็จจะขาดการเตรียมตัว ขาดการฝึกซ้อม ไม่ได้เป็นอันขาด บางครั้งขึ้นไปชกแค่ 1 ยก แต่นักมวยจะต้องซ้อมเป็น 3-4 เดือน เป็นต้น
– ผู้ที่อยากเป็นนักธุรกิจ ควรเตรียมตัวฝึกฝนการค้าขาย ควรออกไปทำการค้าขาย ฝึกฝนเรียนรู้การบริหารงานจากห้างร้านต่างๆ ในบางครั้งต้องยอมอดทนในการเป็นลูกจ้างเขาก่อน เพื่อเรียนรู้ระบบงาน แล้วเมื่อมีโอกาสจึงสามารถเปิดกิจการของตนเองได้ในอนาคต
ไมเคิล ชาง ใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นนักเทนนิสระดับโลก คุณพ่อคุณแม่จึงได้ส่งเสริมให้มีการฝึกฝนอย่างหนัก มีการส่งไปแข่งขันในรายการต่างๆ อีกทั้งครอบครัวถึงกับลงทุนย้ายถิ่นฐานเพื่อไปยังอีกรัฐหนึ่งในอเมริกาที่มีการแข่งขันที่สูง
จนในที่สุด ไมเคิล ชาง ถือว่าเป็นนักเทนนิสมืออาชีพที่มีอายุน้อยที่สุดของสหรัฐในขณะนั้น
จิม แคร์รี่ นักแสดงชื่อดังของสหรัฐ กว่าจะดังอย่างทุกวันนี้ เขาต้องคลุกคลีอยู่กับงานแสดงตั้งยี่สิบปี เขาต้องฝึกซ้อมบทบาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวประกอบ ตัวรอง ตัวร้าย ตัวเอก ของเรื่อง เขาต้องเตรียมตัวอยู่เสมอ การเตรียมตัวในการทำงานแสดง ไม่ว่าการท่องบท การซ้อมกับหน้ากระจกที่บ้าน ทำให้เขาเกิดความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้
ไม่ว่าท่านอยากที่จะทำอะไร คนที่ประสบความสำเร็จมักให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวอยู่เสมอ เพราะเมื่อมีโอกาส เราก็จะสามารถใช้โอกาสได้อย่างเต็มที่ คำโบราณของไทยมักสอนว่า “ น้ำขึ้นให้รีบตัก ” แต่เราจะตักน้ำได้อย่างไร หากว่า เราไม่ได้มีการเตรียมขันน้ำหรือภาชนะที่จะตักน้ำขึ้นมา ดังนั้นหากต้องการตักน้ำ ท่านจึงควรเตรียมขัน เตรียมพลังกาย เตรียมพลังใจ พอเมื่อน้ำขึ้น ท่านจะสามารถตักน้ำได้ มากกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมขันไว้รออย่างแน่นอน
ดังนั้น จงเตรียมงานที่จะต้องทำในอนาคตตั้งแต่วันนี้ เมื่อคุณเตรียมตัวอย่างพร้อม โอกาสก็จะเป็นของคุณ ผู้ที่ประสบความสำเร็จ อาจต้องใช้เวลาเตรียมตัวถึง สิบยี่สิบปีหรือทั้งชีวิต เมื่อโอกาสมาถึงเขาจะดังและมีชื่อเสียงชั่วข้ามคืน แต่คนโดยทั่วไปมักไม่ทราบว่าเขาเตรียมตัวอย่างไร เขาฝึกฝนมาอย่างหนักสักเพียงใด
นักร้อง นักแสดง ในสหรัฐ หลายคน เข้าประกวดในรายการทีวีต่างๆ หลายคนเพียงแค่ร้องเพลงเดียว ทำให้ดังชั่วข้ามคืน ซึ่งคนส่วนใหญ่เห็นว่าเขาหรือเธอโชคดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นความทุ่มเทในการฝึกซ้อม ฝึกฝน เลย
การเตรียมตัว การฝึกฝน ความขยัน จึงมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จในเกือบทุกอาชีพ ทุกวงการ

#image_title