‘Invisalign Teen’ โปรแกรมจัดฟันใสที่ออกแบบมา เพื่อวัยรุ่นโดยเฉพาะ

‘Invisalign Teen’ โปรแกรมจัดฟันใสที่ออกแบบมา เพื่อวัยรุ่นโดยเฉพาะ

การหมั่นใส่ใจดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอช่วยเสริมสร้างสุขภาพและภาพลักษณ์ที่ดี โดยเฉพาะช่องปากก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนเชื่อว่าหากไม่ได้มีปัญหาด้านทันตกรรมที่รุนแรงอันก่อให้เกิดความลำบากในการดำรงชีวิตอย่างฟันคุดหรือปัญหาโรคปริทันต์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์ แต่รู้หรือไม่ว่าฟันซ้อนเก หรือฟันสบลึก เป็นจุดเริ่มต้นของโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดบอดที่ทำให้เศษอาหารเข้าไปติดได้ง่าย หรือการสบฟันที่ผิดธรรมชาติอาจทำให้การบดเคี้ยวอาหารไม่มีประสิทธิภาพเกิดเป็นอาการท้องอืด ดังนั้นการเริ่มแก้ไขฟันให้เป็นระเบียบตั้งแต่เนิ่นๆจึงช่วยป้องกันปัญหาอื่นๆตามมา การจัดฟันในเด็กวัยรุ่นเริ่มเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนคำนึงถึงมากขึ้นเพื่อสุขภาพฟันที่ดีในระยะยาวของบุตรหลาน ทางการแพท์จึงพัฒนาเทคโนโลยีการจัดฟัน Invisalign Teen เป็นโปรแกรมการจัดฟันที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างฟันให้เหล่าวัยรุ่นโดยเฉพาะ

การจัดฟัน Invisalign Teen คืออะไร?
การจัดฟัน Invisalign เป็นเทคโนโลยีการจัดฟันแบบใส อำพรางการมองเห็นเครื่องมือจัดฟันระหว่างการรักษา ที่ช่วยแก้ไขปัญหาโครงสร้างฟันตั้งแต่แบบง่ายไปจนซับซ้อน ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามจุดประสงค์การรักษา Invisalign Teen เป็นการจัดฟันใสสำหรับเด็กและวัยรุ่น 8-18 ปี ที่ซึ่งส่วนมากในวัยนี้มักมีปัญหาฟันห่าง ฟันซ้อน และขากรรไกรบนคร่อมส่วนล่าง ช่วยปรับการเจริญของรูปหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้อง Invisalign Teen?
1.Invisalign ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยคาดการณ์การเคลื่อนฟัน และสร้างเครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล จึงมีความแม่นยำสูง
2.เนื่องจากพฤติกรรมของวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้เยอะ การระมัดระวังตัวอาจมีไม่มาก การจัดฟันแบบใสจึงลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บในช่องปากระหว่างการเล่นเมื่อเทียบกับการจัดฟันแบบโลหะ
3.ตัวเครื่องมือจะแนบติดกับผิวฟันไม่ทำให้เกิดการออกเสียงผิดเพี้ยน
4.การถอดเครื่องมือช่วยให้ผู้ป่วยวัยรุ่นสามารถทำความสะอาดฟันได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น
5.ช่วยหลีกเลี่ยงการล้อเลียนเรื่องภาพลักษณ์ในสังคมวัยรุ่น
6.ชุดเครื่องมือจะมีตัวบอกระยะการสวมใส่ คือหากสีฟ้าที่เครื่องมือกลายเป็นสีใสแปลว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนชุดเครื่องมือชิ้นใหม่ ทำให้เด็กๆสามารถจัดการดูแลตัวเองได้อย่างง่ายดาย

Invisalign Teen มีขั้นตอนการรักษาอย่างไร?
1.พบแพทย์เพื่อประเมินพื้นฐานโครงสร้างฟัน
2.เอ็กซเรย์ พิมพ์ฟัน และทำการสแกนฟันแบบ 3 มิติ เพื่อประเมินการเคลื่อนตัวของฟัน รวมทั้งการออกแบบเครื่องมือเพื่อสภาพฟันแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ
3.ผู้ป่วยลองใส่เครื่องมือ ขั้นตอนนี้แพทย์จะมีการแนะนำวิธีการดูแลรักษา ทั้งนี้อาจมีการติดตั้งเครื่องมือเสริมอื่นๆหากเห็นว่าสมควรตามแต่ละกรณี
4.ผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของการรักษาทุกๆ 1.5-2 เดือน
5.เมื่อการรักษาเสร็จสิ้น ผู้ป่วยก็สามารถเผยรอยยิ้มได้อย่างมั่นใจ

สิ่งที่ไม่ควรทำในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก

สิ่งที่ไม่ควรทำในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก

อาจมีบทความที่แนะนำเกี่ยวกับการตกแต่งและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกอยู่มากมาย เนื่องจากห้องนั่งเล่นมักเป็นห้องที่ใช้บ่อยที่สุดห้องหนึ่งในบ้าน บางครั้งก็เป็นห้องสำหรับความบันเทิง บางครั้งก็เป็นจุดพักผ่อนสำหรับการอ่านหนังสือ และบางครั้งก็เป็นที่ที่สะดวกสบายในการดูทีวีหรือทำการบ้าน แต่คงจะดีไม่น้อยถ้ามีบทความเรื่องข้อห้ามที่ไม่ควรทำในการจัดวางและตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก เพื่อไม่ให้คุณต้องประสบกับปัญหาในการใช้งานหลังจากผ่านขั้นตอนการตกแต่งไปแล้ว

  1. อย่ามีโต๊ะน้อยเกินไป

ข้อผิดพลาดในการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การไม่มีพื้นที่โต๊ะเพียงพอสำหรับคนที่ต้องการจะวางเครื่องดื่มหรือหนังสือ ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะห้องของคุณเล็กจนไม่สามารถวางโต๊ะได้ หรือมีโต๊ะแต่มีอุปกรณ์อื่น ๆ จนไม่มีที่สำหรับวางแก้ว ปัญหานี้ควรแก้ไขหากต้องการพื้นที่ใช้สอยเพื่อความสะดวกสบาย และสำหรับห้องขนาดเล็กที่รู้สึกรก ให้ลองใช้โต๊ะกลางกระจกซึ่งโปร่งใส ทำให้รู้สึกว่าใช้พื้นที่น้อยกว่าและไม่รกรุงรัง

  1. อย่าสร้างพื้นที่ที่สนทนาไม่สะดวก

ห้องนั่งเล่นเป็นสถานที่ชุมนุมรวมตัวหลักของสมาชิกในบ้าน หรือเป็นที่สำหรับต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน ทั้งญาติ มิตรสหาย หรือแขก โดยใช้เป็นที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น พูดคุย ดูหนัง กินดื่ม ปาร์ตี้ ฯลฯ การจัดเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกให้นั่งและพูดคุยอย่างสบาย ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยคนส่วนใหญ่ชอบที่จะนั่งหันหน้าเข้าหาคนที่พวกเขากำลังคุยด้วยมากกว่าที่จะนั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ดังนั้นแม้ว่าโซฟาห้องรับแขกขนาดใหญ่ที่มีเก้าอี้นวมที่ปลายด้านหนึ่งจะเหมาะสำหรับการดูทีวี แต่ก็อาจไม่เหมาะสำหรับการสนทนา

  1. อย่าใช้พรมปูพื้นผิดขนาด

พรมพื้นที่เป็นวิธีการที่ดีในการเชื่อมต่อเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกเข้าด้วยกัน หากแต่ถ้าหากเลือกใช้พรมผิดขนาดหรือวางไม่ถูกต้อง อาจทำให้ห้องดูไม่สมดุลและเฟอร์นิเจอร์รู้สึกอึดอัดได้ เช่น มีโต๊ะหรือเก้าอี้ที่มีสามขาบนพรมและอีกขาหนึ่งวางบนพรม ทุกครั้งที่นั่งจะสั่นไม่มั่นคงจนรู้สึกได้ว่ามันไม่เท่ากัน ดังนั้นคุณอาจจะจบลงด้วยการหากระดาษหรืออะไรมาหนุนขาข้างที่ยกลอย ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สวยงามและยังอันตราย ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณวางแผนเลือกขนาดพรมที่มีขนาดพอดีกับเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก

สรุป

นอกจากนี้ หัวใจสำคัญคือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก คือ การวางเฟอร์นิเจอร์ให้มีระยะห่างพอดีกับการใช้งาน หากเมื่อไหร่ที่คุณต้องบิดตัวเมื่อเดินเข้า-ออกจากโซฟาและโต๊ะกาแฟของคุณ อาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนใหม่เกี่ยวกับการจัดเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกของคุณ อย่างไรก็ตาม การนั่งในห้องนั่งเล่นที่เฟอร์นิเจอร์อยู่ห่างกันเกินไปก็ไม่สะดวกเช่นกัน คุณอาจเอื้อมวางเครื่องดื่มบนโต๊ะไม่ถึง หรือต้องใช้เสียงดังในการคุยกับคนที่นั่งตรงข้าม ดังนั้น ระยะห่างที่พอดีกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เติมฟิลเลอร์ 7 จุดนี้ รับรองว่าหน้าปัง

เติมฟิลเลอร์ 7 จุดนี้ รับรองว่าหน้าปัง

ภาพลักษณ์ถือเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกันมากขึ้นในยุคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีภาพลักษณ์ที่ดีจะเสริมทั้งบุคลิกให้ดูน่าดึงดูดโดดเด่น และมีโหงวเฮ้งที่ดีเสริมความปังตามแบบฉบับสายมู การเสริมความงามจึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนเกือบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตกันเลยก็ว่าได้ หนึ่งในหัตถกรรมความงามที่เป็นที่รู้จักอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นการเติมฟิลเลอร์ เพราะเป็นการตกแต่งขนาดเล็ก ที่ช่วยแก้ปัญหายิบย่อยบนใบหน้าได้ดี ตอบโจทย์ทั้งวัยรุ่นและวัยเก๋าที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการฟื้นฟูเซลล์ตามธรรมชาติเริ่มลดประสิทธิภาพลง ยิ่งในปัจจุบันที่มีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเพิ่ม เช่น การทำงานหนัก นอนดึก ทานอาหารไม่มีประโยชน์ ความเครียดต่างๆ ที่เป็นตัวเร่งให้เซลล์ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วขึ้น จึงจำเป็นต้องหาตัวช่วยฟื้นฟูก่อนจะยิ่งกู้คืนยาก ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่เลียนแบบสารในร่างกาย เข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนที่สึกหรอในบริเวณต่างๆ และนี่คือ 7 จุดบนใบหน้าที่ต้องบอกว่าเติมฟิลเลอร์ปุ๊บสวยปั๊บแน่นอน


1.หน้าผาก

หลายคนมีพื้นฐานโครงสร้างหน้าผากแบน มีรอยยุบ รอยบุ๋ม รอยย่น ที่เผยความแก่กว่าวัย การเติมหน้าผากจะช่วยเสริมความสดใส ให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น หน้าผากที่มีความโหนกนูนยังบ่งบอกถึงการมีวาสนาดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในทางด้านความเชื่อโหงวเฮ้งด้วยเช่นกัน การเติมหน้าผากจะใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากกว่าบริเวณอื่น ประมาณ 3-5 cc จึงจะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน และแพทย์ที่เลือกใช้ต้องมีประสบการณ์สูง มีเทคนิคที่ดีในการฉีดในระดับที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการไหลย้อยของฟิลเลอร์ รวมถึงความเสี่ยงที่จะโดนเส้นประสาทโดยรอบ

 

2.ขมับ
บริเวณขมับ คือตั้งแต่บริเวณหางตาไปจนสุดไรผม ส่วนมากมักจะเกิดรอยยุบบุ๋ม เป็นการเน้นโหนกแก้มให้เห็นชัดมากขึ้น การเติมขมับจะช่วยลดความแข็งกระด้างของใบหน้า ทำให้รูปหน้าดูหวานอ่อนโยนขึ้น แลดูเด็กลง การมีขมับตอบอาจส่งผลในแง่ลบของความเชื่อโหงวเฮ้งด้านความรักและคู่ครอง โดยทั่วไปแล้วจะนิยมเติมฟิลเลอร์ที่ขมับ 2-4 cc

3.ระหว่างคิ้ว

บริเวณนี้เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มักมีริ้วรอยเหี่ยวย่นมาเป็นอุปสรรค ซึ่งเกิดจากการแสดงสีหน้า เช่นการโกรธ สงสัย ขมวดคิ้ว เกิดเป็นรอยพับรอยยับในแนวตั้ง เพียงเติมฟิลเลอร์ 1 cc คุณก็สามารถเติมเต็มร่องลึกให้ดูตื้นขึ้น ช่วยปรับให้ใบหน้าดูเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ รองรับคิ้วที่เปรียบเสมือนมงกุฏของใบหน้าให้เข้ารูปกันได้ดียิ่งขึ้น

 

4.ใต้ตา

ผิวบริเวณใต้ตาเป็นส่วนที่บอบบองที่สุดของหน้า การนอนดึก โรคภูมิแพ้ และไขมันฝ่อลงทำให้ตาดูคล้ำหมอง เป็นร่องลึก ตาโหล ตาลึก ไม่สดใส ใต้ตาได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ฟื้นฟูยากที่สุด การใช้เพียงอายครีมหรือเซรั่ม อาจไม่เพียงพอสำหรับการกู้คืนผิวรอบดวงตา ฟิลเลอร์ปริมาณ 2-4 cc สามารถช่วยเติมเต็มให้ผิวใต้ตาดูอิ่มฟูอุ้มน้ำ ลดเลือนถุงใต้ตาให้ดูจางลง ทำให้ผิวเรียบเนียนไร้ริ้วรอย คืนใบหน้าทีอ่อนเยาว์กลับมาอีกครั้ง

5.ร่องน้ำหมาก
ร่องน้ำหมากคือ ร่องบริเวณมุมปาก กล้อมเนื้อส่วนนี้เป็นอีกจุดที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายจากการยิ้ม การหัวเราะ การรับประทานอาหาร หรือแม้แต่ระหว่างนอนหลับ หากใครชอบนอนตะแคงจนติดเป็นนิสัย ในระยะยาวเมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนในชั้นผิวที่ลดลง ผิวขาดความกระชับ ก็สามารถทำให้เกิดร่องลึกร่องตื้นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้หากเราปล่อยให้ผิวร่องน้ำหมากหย่อนคล้อยไปนานวัน ก็จะทำให้มุมปากตก ใบหน้าดูบึ้งตึง เหมือนคนที่โกรธตลอดเวลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้ตัวยา 1 cc ผสานเทคนิคในการฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกกระชับ และจะยิ่งเสริมผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นหากเติมร่วมกับร่องแก้ม ทำแล้วมั่นใจได้เลยต้องมีคนทักว่าหน้าเด็กลงหลายปี

 

6.ปาก

ต้องยกให้เป็นที่สุดของความฮอตไม่หยุดในยุคนี้ ฟิลเลอร์ปากนิยมกันมากในหมู่ดารานางแบบและสาวๆทั่วไป เพราะฟิลเลอร์ไม่เพียงเข้ามาเติมเต็มร่องปากให้ดูอิ่มฟู ชุ่มชื่นน่าจุ๊บ ทาลิปสติกไม่ตกร่อง แต่ยังช่วยตกแต่งรูปปากในฝันอีกด้วย หลายคนมีปัญหาปากบาง ปากหนา ปากไม่เป็นรูป ไม่ว่าจะเป็นแนวสาวสายฝอที่ชอบปากเอิบอิ่มซ่อนความเซ็กซี่ หรือจะเป็นทรงปากกระจับแบบเกาหลีที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ฟิลเลอร์สามารถเนรมิตความต้องการให้สาวๆได้ดังใจ โดยแต่ละแบบขึ้นกับเทคนิคและความชำนาญของแพทย์แต่ละคน ส่วนมากใช้ตัวยาเพียง 1 cc ก็สามารถคงผลลัพธ์ได้นานถึง 1 ปี

 

7.คาง

สำหรับใครที่มีใบหน้าสั้น คางบุ๋ม คางตัด คางเบี้ยว แต่ไม่อยากเจ็บตัวจากการผ่าตัดเสริมซิลิโคน ฟิลเลอร์คางถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น ไม่บวมช้ำ และให้ผลลัพธ์ทันทีหลังการรักษา ฟิลเลอร์คาง จะเป็นการเติม HA เข้าไปบริเวณคาง ปั้นรูปทรงต่างๆได้ตามต้องการ คงผลลัพธ์นาน 1-2 ปี และสลายตัวตามธรรมชาติ จึงตอบโจทย์คนที่อาจจะอยากปรับแต่งโครงหน้าเพิ่มเติมในอนาคต แต่หากใครที่ชอบแบบถาวรควรเลือกเป็นการเสริมคางด้วยซิลิโคนจะเหมาะกว่านั่นเองค่ะ

 

สรุป
ฟิลเลอร์เป็นนวัตกรรมความงามสารพัดประโยชน์ที่มั่นใจได้ว่าถูกอกถูกใจสาวๆ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกการรักษามีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจเข้ารับบริการทุกครั้ง อาจขอดูรีวิวจากลูกค้าจริงประกอบการพิจารณาทั้งในแง่ของผลลัพธ์ แบบที่ต้องการ แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงจะช่วยให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังมีความแม่นยำมากขึ้น และไม่ลืมที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แท้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลที่ไม่พึงประสงค์ การใช้ของปลอมที่มีราคาถูกอาจทำให้หน้าเบี้ยว หน้าติดเชื้อ ไม่สลายเองตามธรรมชาติ ต้องทำการขูดฟิลเลอร์ออกซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากบานปลาย ไม่คุ้มความเสี่ยงที่ได้แน่นอนค่ะ

ทริคการใช้ ‘แป้งทาหน้า’ อย่างไร ให้ปัง หน้าสวยดูเป็นธรรมชาติ

ทริคการใช้ ‘แป้งทาหน้า’ อย่างไร ให้ปัง หน้าสวยดูเป็นธรรมชาติ

แป้งทาหน้า คือหนึ่งในไอเทมที่สาว ๆ จำเป็นต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยเกษียณ ด้วยความที่ไอเทมชิ้นนี้ผสมทั้งรองพื้นกับแป้งฝุ่นมาในตลับเดียวกัน ทำให้สะดวกขณะใช้งานพร้อมกับย่นเวลาการแต่งหน้าให้น้อยลงได้นั่นเอง โดยในวันนี้มีทริคดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ ‘แป้งทาหน้า’ มาแชร์ให้สาว ๆ นำไปใช้ รับรองว่า หน้าสวย สด และดูเป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน !

ทำความรู้จักผลิตภัณฑ์ ‘แป้งทาหน้า

            คนส่วนใหญ่จะเรียกเครื่องสำอางชนิดนี้ว่า แป้งพัฟ หรือ แป้งผสมรองพื้น ซึ่งเป็นการนำแป้งฝุ่นเนื้อละเอียดกับครีมรองพื้นมาผ่านกระบวนการอัดแข็ง แป้งจึงมีเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียด นุ่มนิ่ม และบางเบา โดยคุณประโยชน์เพื่อช่วยควบคุมความมัน ปกปิดริ้วรอยต่าง ๆ บนในหน้า เช่น สิว รอยดำรอยแดง ฝ้าจากแดด รวมถึงรอยหมองคล้ำอื่น ๆ ให้หน้าแลดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากที่สุด

 

ทริคง่าย ๆ ในการใช้ ‘แป้งพัฟ’ เพิ่มความสวย

  • ล้างหน้าให้สะอาด

            ก่อนลงเครื่องสำอางใด ๆ หรือเปิดใช้แป้งตลับ เราควรล้างหน้าขจัดความมัน สิ่งสกปรก และเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งที่ทาเป็นคราบจนดูไม่เนียนตา

  • ใช้สกินแคร์

            หลังล้างหน้าให้เติมความชุ่มชื้นแก่ผิวด้วยสกินแคร์ โดยควรใช้เป็นตัวที่เหมาะกับสภาพผิวหน้ามากที่สุด เช่น สาวผิวแห้งอาจเลือกทาครีม สาวผิวมันเลือกทาเซรั่ม และสำหรับสาวที่เป็นสิวสามารถใช้ยาแต้มสิวก่อนลงเครื่องสำอางได้ นอกจากนี้สกินแคร์ยังช่วยให้แป้งพัฟติดทนนานตลอดวันอีกด้วย

  • เลือกใช้ฟองน้ำที่มีคุณภาพ

            เนื้อสัมผัสของฟองน้ำต้องอ่อนนุ่มและเป็นมิตรต่อผิวหน้า ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียดสีจนเป็นริ้วรอยขณะใช้งานฟองน้ำนั่ง

  • ทาแป้งพัฟให้ถูกวิธี ไม่ถู ไม่ปาด

            ห้ามสาว ๆ ปาดแป้ง ลงน้ำหนัก หรือถูฟองน้ำบนในหน้าแรงเป็นอันขาด ! เพราะหน้าอาจเกิดริ้วรอย หรือทำให้แป้งเรอะเป็นคราบเอาได้ โดยวิธีทาแป้งที่ถูกต้อง ให้ใช้ฟองน้ำจิกแป้งทีละน้อย แล้วกดเบา ๆ ตรง T-Zone หรือก็คือ บริเวณร่องจมูก หน้าผาก คาง ตลอดจนโหนกแก้มทั้งสองข้าง และอย่าลืมทาช่วงลำคอด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ดูหน้าลอย หรือหากสาว ๆ คนไหนอยากให้หน้าดูบางลง ก็สามารถใช้แปรงปัดแทนการใช้ฟองน้ำได้ด้วยเช่นกัน

 

เป็นอย่างไรบ้างกับ  ทริคการใช้แป้งทาหน้าให้หน้าสวยดูเป็นธรรมชาติ โดยสาว ๆ สามารถนำทริคข้างต้นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง อีกทั้งการทาหน้าแบบผิด ๆ อาจทำให้หน้ามีริ้วรอยหรือคราบที่ยากจะลบเลือน ด้วยเหตุนี้ สาว ๆ จึงควรใช้แป้งพัฟอย่างถูกวิธีเป็นดีที่สุด !

หลังรับเคมีบำบัดมีอาการอย่างไร-I.M.U.RA

หลังรับเคมีบำบัดมีอาการอย่างไร-I.M.U.RA

เมื่อใดที่พบว่าเราป่วยต้องไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคหากเราพบความผิดปกติในร่างกายหรือเซลล์ในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในเชิงลบ ความเจ็บป่วยก็คงถามหาเรากันแน่นอนค่ะ วันนี้จะมาส่งกำลังใจสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง 

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าขั้นใดๆก็ตาม การวินิจฉัยของแพทย์ที่รักษาผู้ป่วย ในด่านแรกของการรักษาคือการให้เคมีบำบัด หรือเรียกอีกอย่าง “คีโม(Chemotherapy)”
เป็นการรักษาโรคมะเร็งด้วยการใช้ยาหลายรูปแบบเข้าไปทำลายเซลล์ทั้งระบบ ไม่ว่าดีหรือร้ายก็ตาม ซึ่งจะเป็นการไปยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้มีการเติบโตหรือหยุดการแบ่งตัวของเซลล์ร้ายได้ ซึ่งการให้ยาหลากหลายรูปแบบหรือที่เรียกว่าการให้คีโมนั้น อาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงในการใช้ยาเคมีบำบัดขณะทำการรักษา 

วันนี้จึงอยากจะมาแบ่งปันสำหรับผู้ป่วยทุกๆคน ที่เริ่มหรือรู้ว่าตนป่วยเป็นมะเร็งแล้วนั้น เรามาเตรียมความพร้อมให้ร่างกาย หยุดความกังวล และอย่ากลัวหรือคิดไปต่างๆนาๆ ทุกคนเป็นหมดคือจะคิดว่าเป็นมะเร็งแล้วจะต้องตาย ไม่เสมอไปค่ะ เรามาเตรียมรับมือเพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง และได้ผลดีกับเรากันดีกว่าค่ะ

การทำคีโมหรือเคมีบำบัดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายวัตถุประสงค์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นควรทำความเข้าใจถึงเป้าหมายของการรักษาโรคมะเร็งเมื่อแพทย์มีการแนะนำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ

รักษาโรคมะเร็ง การทำเคมีบำบัดมีจุดประสงค์ในการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไป แต่ผู้ป่วยก็อาจเกิดมะเร็งขึ้นมาใหม่ได้หลังการรักษา แต่ในบางกรณีมีความเป็นไปได้ที่ตัวยาสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จึงไม่สามารถรับรองได้ว่าการทำเคมีบำบัดจะช่วยรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด

ควบคุมเซลล์มะเร็ง นอกเหนือจากการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง แพทย์อาจแนะนำการทำเคมีบำบัดให้เป็นวิธีที่เข้าไปช่วยควบคุมมะเร็งในผู้ป่วยที่มะเร็งมีการเติบโตจนแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น เพราะการทำเคมีบำบัดในบางครั้งอาจเป็นการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไปในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษาซึ่งคล้ายกับการรักษาโรคเรื้อรังชนิดอื่น ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดเป็นระยะ

ช่วยประคับประคองอาการ เมื่อมะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นจนไม่สามารถควบคุมได้ การทำเคมีบำบัดอาจมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งในการบรรเทาอาการและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นให้มากที่สุด เช่น ช่วยลดขนาดเนื้องอกที่เข้าไปกดทับจนเกิดอาการปวดตามร่างกาย

การทำเคมีบำบัดอาจใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเพียงวิธีเดียวหรือใช้รักษาควบคู่กับวิธีอื่น เช่น การให้เคมีบำบัดเบื้องต้นก่อนการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหรือฉายแสงรังสี เพื่อช่วยให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง (Neo-adjuvant Chemotherapy) การให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Adjuvant Chemotherapy) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัดหรือการฉายแสง หรือช่วยให้การรักษาแบบวิธีการฉายแสงและการรักษาด้วยยาชีวบำบัดได้ผลที่ดียิ่งขึ้น

ข้อห้ามของการทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยให้แย่ลงได้ในบางกรณี จึงควรทำเคมีบำบัดหรือเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทนตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกรณีต่อไปนี้

  • อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ การทำเคมีบำบัดในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจมีโอกาสทำให้ทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิด
  • ป่วยโรคไตหรือตับในขั้นรุนแรง ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่มักต้องผ่านขั้นตอนการกรองหรือกำจัดของเสียโดยตับและไต จึงอาจมีผลกระทบอันตรายสูงหากเป็นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไตอยู่ก่อนแล้ว
  • ผู้ที่มีเซลล์เม็ดเลือดต่ำ การทำเคมีบำบัดอาจทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำ ในบางรายจึงอาจต้องมีการให้เลือดหรือการใช้ยาก่อนเข้ารับการทำเคมีบำบัด เพื่อช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดให้มากขึ้น

หลังเข้ารับการผ่าตัดหรือมีบาดแผล การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลต่อความสามารถในการซ่อมแซมบาดแผลของร่างกายที่เกิดความเสียหายขึ้น แพทย์มักแนะนำให้รอให้บาดแผลหายสนิทก่อนทำการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด เกิดการติดเชื้อ ในผู้ป่วยบางรายที่ร่างกายเกิดการติดเชื้อ ไม่ควรเข้ารับการทำเคมีบำบัด เนื่องจากอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

ขั้นตอนในการทำเคมีบำบัด

ดังนั้นการทำเคมีบำบัดจะต้องมีการวางแผนการรักษาล่วงหน้าตามขั้นตอน เพื่อให้ผลของการรักษามีประสิทธิภาพและผู้ป่วยได้รับผลประโยชน์สูงสุด

ในขั้นแรก แพทย์จะมีการสอบถามประวัติผู้ป่วย ตรวจร่างกายทั่วไป และอาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น มีการการตรวจปัสสาวะ ตรวจดูการทำงานของตับ ตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อเช็คการทำงานของหัวใจ การฉายภาพรังสีเพื่อดูขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อมะเร็ง เพื่อดูปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการทำเคมีบำบัดและเป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยพร้อมที่จะได้รับการรักษาก่อนการวางแผนการรักษาผู้ป่วยในขั้นต่อไปตามสถานการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องดูหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ประเภทของมะเร็ง ขนาดหรือตำแหน่งการเกิด อายุของผู้ป่วย และผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายผู้ป่วยโดยรวม

จากนั้นแพทย์จะต้องมีการพูดคุยกับผู้ป่วยเกี่ยวกับแผนการรักษา แจ้งข้อดีและข้อเสีย ไปจนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการตัดสินใจในการเลือกใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกัน แต่ในเรื่องของปริมาณการใช้ยา วิธีการให้ยา ความถี่ในการให้ยา และระยะเวลาในการทำเคมีบำบัดจะอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เป็นผู้กำหนด

ชนิดยาที่ทำการรักษาโรคมะเร็ง

  1. ยาชนิดรับประทาน (Oral Chemotherapy) เป็นยาในรูปแบบยาเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำสำหรับการรับประทาน
  2. การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous: IV) เป็นยาที่ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดดำโดยตรง
  3. การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular) การให้ยาโดยฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน สะโพก
  4. การฉีดยาเข้าทางไขสันหลัง (Intrathecal) ยาจะถูกฉีดเข้าไปในช่องว่างระหว่างชั้นเนื้อเยื่อที่ปกคลุมสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง
  5. การฉีดยาเข้าทางช่องท้อง (Intraperitoneal: IP) เป็นการให้ยาด้วยการฉีดเข้าไปที่บริเวณช่องท้องของผู้ป่วย
  6. การฉีดยาเข้าหลอดเลือดแดง (Intra-arterial: IA) เป็นการให้ยาโดยผ่านหลอดเลือดแดงที่สามารถนำตัวยาไปยังเซลล์มะเร็งได้
  7. ยาทาที่ผิวหนัง (Topical) ยาในรูปแบบครีมสำหรับทาลงไปบนผิวหนังโดยตรง

ระยะเวลาในการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความถี่ที่แตกต่างกันออกไปตามความเสี่ยงของแต่ละคน ทั้งประเภทของมะเร็ง จุดประสงค์ของการทำเคมีบำบัด วิธีในการทำเคมีบำบัด หรือแม้แต่การตอบสนองของร่างกายต่อการรักษา โดยส่วนมากจะมีระยะเวลาการทำเคมีบำบัดเป็นรอบหรือช่วงระยะ เช่น เข้ารับการทำเคมีบำบัด 1 สัปดาห์แล้วเว้นให้ร่างกายได้พัก 3 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ปรับตัวและสร้างเซลล์ปกติขึ้นมาทดแทนได้ทัน รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ถือว่าเป็น 1 รอบ ในบางครั้งแพทย์อาจมีการเลื่อนหรือปรับตารางการทำเคมีบำบัดให้เหมาะกับคนไข้มากขึ้นในรอบต่อไป เพราะบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น โดยแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้แจ้งให้ทราบถึงสาเหตุในการเปลี่ยนแปลงการรักษา

นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะต้องมีการกลับมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอในช่วงระหว่างการเข้ารับการทำเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะมีการสอบถามเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังการรักษา รวมไปถึงมีการนัดตรวจพิเศษต่าง ๆ เพื่อดูความก้าวหน้าของการรักษาและปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยมากขึ้น

การเตรียมตัวก่อนทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในบางด้าน การเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการรักษาจะช่วยบรรเทาความเครียด รวมไปถึงลดผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ ด้วยคำแนะนำต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • ทำอารมณ์และจิตใจให้พร้อมรับการรักษา
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาก่อนเข้าการรักษา
  • งดสูบบุหรี่ 

การดูแลและติดตามผลหลังการทำเคมีบำบัด

หลังการรักษาจบลง ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งด้านร่างกายและจิตใจจากผู้ดูแล คนรอบข้าง หรือแม้แต่ครอบครัว เพราะเป็นช่วงของการพักฟื้นร่างกาย รักษาผลข้างเคียงจากการรักษาโรค และฟื้นฟูสภาพจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติได้เร็วมากขึ้น แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้หลังการรักษา ซึ่งจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพทางร่างกายของแต่ละคน วิธีการรักษาโรคมะเร็ง นอกจากนี้แพทย์อาจมีการนัดตรวจติดตามผลหลังการรักษาเป็นระยะในบางราย และผู้ป่วยควรมีการขอเก็บสำเนาของประวัติการรักษาโรคของตนเองไว้ เพราะอาจมีโอกาสในการกลับมาของโรคหรือเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาในครั้งต่อไป

ผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดไม่เพียงแต่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเซลล์ปกติและอวัยวะอื่นทั่วไป จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ส่วนมากมักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ ยกเว้นในบางกรณีที่อาจกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรงได้ จึงควรไปพบแพทย์หากพบอาการเหล่านี้

  • มีไข้ขึ้นสูง
  • หนาวสั่น
  • หายใจลำบาก
  • ผมร่วง
  • เหนื่อยง่าย
  • เจ็บหน้าอก
  • ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เลือดกำเดาไหลหรือเลือดออกตามไรฟัน
  • เกิดแผลในปากจนทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
  • อาเจียนไม่หยุด แม้ว่ารับประทานยาช่วยบรรเทาอาการอาเจียน
  • ถ่ายมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน หรือมีอาการท้องเสีย
  • เกิดการติดเชื้อ

ผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณและชนิดของยาที่ใช้ ความแข็งแรงของผู้ป่วย อาการของโรค รวมไปถึงการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วย บางรายมีอาการมาก บางรายมีอาการน้อยหรือไม่มีเลย เนื่องจากยาเคมีบำบัดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน และขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล แต่ที่เคยพบเห็นและประสบกับตัวเองมานั้นคือเรื่องของกำลังใจ และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ต้องทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่คิดฟุ้งซ่าน จะทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้น อย่างไรแล้วขอให้ทุกๆท่านที่กำลังป่วย หรือผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมะเร็ง สู้ๆ ให้กำลังใจ อย่ายอมแพ้ เราต้องหายจากโรคนี้กันค่ะ 

อาหารเสริม I.M.U.RA ขอมอบกำลังใจส่งให้กับผู้ป่วยทุกๆท่าน หากท่านใดสนใจดื่มอาหารเสริมช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลดหย่อนความเจ็บปวดจากอาการต่างๆ ที่จะเกิดระหว่างให้เคมีบำบัด และหลังรับเคมีบำบัด ติดต่อได้ที่ https://www.imurathailand.com 

ขอขอบคุณข้อมูลสุขภาพดีดีจาก https://www.pobpad.com/
พบแพทย์
 |  ข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้

 

เครื่องยิงเลเซอร์ใช้สำหรับอะไร

เครื่องยิงเลเซอร์ใช้สำหรับอะไร

การตัดเลเซอร์ (Laser cutting)

เครื่องตัดเลเซอร์ หรือ Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation หมายถึง กระบวนการที่ทำให้รังสีมีการแผ่แบบกระตุ้น คือ มีทิศทางในการถ่ายทอดพลังงานที่แน่นอน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชั้นพลังงานของอิเลคตรอน จากชั้นที่สูงกว่าลงสู่วงโครจรของอิเลคตรอนปกติ โดยมีช่วงคลื่นแบบเดียวกันเป็นรังสีขนาน และกำลังสูงกว่ารังสีทั่วๆ ไป กระบวนการสร้างลำแสงเลเซอร์นี ในปัจจุบันก็มีการนำไปประยุกต์ใช้งานหลากหลาย หากมองไปรอบๆตัวเรา ก็ที่อุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ก็พอจะนึกออกกันนะคะ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องใช้สำนักงาน เลเซอร์พริ้นเตอร์ , เลเซอร์พอยต์เตอร์ แต่หากจะมองให้ไกลออกไปอีกนิดก็จะเห็นว่ามีการนำเลเซอร์ไปใช้กันแบบวงกว้าง ในวงการต่างๆ เช่น การแพทย์, ทหาร , อุตสาหกรรมต่าง เป็นต้น และหนึ่งในนั้นก็คืองานการตัดแผ่นโลหะ นั่นเองค่ะ

การตัดเลเซอร์ (Laser Cutting) เป็นกระบวนการตัดโดยใช้ความรอนทำการหลอมเหลววัสดุและทำให้กลายเป็นไอ โดยใช้ความร้อนจากแสงเลเซอร์ กระบวนการนี้ต้องใช้แก๊สช่วยในการกำจัดเศษเนื้อโลหะที่หลอมเหลวออก กระบวนการสร้างแสงเลเซอร์นี้ จะประกอบไปด้วยแหล่งพลังงาน, สารกำเนินเลเซอร์, ท่อเลเซอร์ ระบบการนำรังสี ซึ่งใช้ความยาวคลื่นและกำลังที่แตกต่างกันออกไป

การสร้างแสงเลเซอร์นั้นจะใช้สารกำเนิดเลเซอร์เป็นแก๊ส และใช้ระบบนำรังสี เป็นระบบกระจกเงา ซึ่งการใช้กระจกเงาในการสะท้อนลำแสงนี้ก็ทำให้มีปัญหาได้เช่น กรณีที่มีการตัดโลหะที่มีพื้นผิวเงาวาว เลอเซอร์แยกตามสารกำเนิดเลเซอร์มีหลายประเภท ได้แก่

CO2 Laser เหมาะสำหรับใช้งาน ตัด,สลัก,เชื่อม และคว้าน

Neodymium Laser เหมาะสำหรับใช้งานเชื่อม คว้าน ที่ต้องใช้พลังงานค่อนข้างสูง

Nd-YAG Laser เหมาะสำหรับใช้งาน สลัก, เชื่อม, คว้าน ที่ต้องใช้พลังงานสูงเช่นกัน

ข้อดีของการตัดด้วยเลเซอร์

1) ความแม่นยำในการตัดชิ้นงาน

2) ประหยัดเวลาและงบประมาณ

3) การตัดด้วยลำแสงเลเซอร์ไม่มีการสัมผัสชิ้นงานโดยตรง จึงไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของวัสดุ

4) ลดความผิดพลาดน้อยกว่าการตัดชนิดอื่น

5) เครื่องตัดเลเซอร์ใช้พลังงานน้อยกว่าสำหรับการตัดแผ่นโลหะด้วยเทคโนโลยีการตัดพลาสมา

6) การตัดด้วยเลเซอร์สามารถใช้ในการตัดวัสดุจำนวนมากเช่น เซรามิก, ไม้, ยาง, พลาสติก และโลหะบางชนิด

7) การตัดด้วยเลเซอร์นั้นมีความหลากหลายอย่างมากและสามารถใช้ในการตัด หรือการแกะสลักได้ง่ายสำหรับการออกแบบที่ซับซ้อนบนชิ้นงาน

8) หน่วยการผลิตที่มีข้อ จำกัด ด้านพื้นที่ได้รับประโยชน์มากมายจากการติดตั้งเครื่องตัดเลเซอร์เนื่องจากเครื่องตัดเลเซอร์หนึ่งหรือสองเครื่องสามารถทำงานของเครื่องอื่น ๆ ที่ใช้สำหรับการตัดได้

9) ประหยัดกำลังคนเนื่องจากควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ข้อเสียของการตัดด้วยเลเซอร์

1) สิ้นเปลืองพลังงานสูงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น ๆ 

2) การตัดพลาสติก อาจมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะพลาสติกเมื่อถูกความร้อนจะเกิดควันจึงต้องมีห้องการทำงานต้องมีระบบระบายอากาศที่ดี ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงสุขภาพเพราะมีสารพิษปล่อยออกมาในขณะตัด

3) อัตราการผลิตไม่สอดคล้องกันเมื่อใช้การตัดด้วยเลเซอร์ มันขึ้นอยู่กับความหนาของชิ้นงานชนิดของวัสดุและชนิดของเลเซอร์ที่ใช้

4) ความประมาทในการปรับระยะเลเซอร์และอุณหภูมิอาจนำไปสู่การเผาไหม้ของวัสดุบางอย่าง โลหะบางชนิดมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนสีถ้าความเข้มของลำแสงเลเซอร์ไม่เป็นไปตามความต้องการ

5) การมีส่วนร่วมของมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็นเฉพาะในกรณีที่ดำเนินการทดสอบและซ่อมแซม ในระหว่างงานเหล่านี้หากเกิดความผิดพลาดคนงานจะสัมผัสกับลำแสงเลเซอร์เขาอาจประสบกับการไหม้ที่รุนแรง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะเราได้รู้จักเครื่องตัดไฟเบอร์เลเซอร์กันไปบ้างแล้ว ดังนั้นไม่ว่าการใช้งานกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ใด ๆ เราควรศึกษาขั้นตอนการทำงาน หรืออาจจะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญงาน หากจะเลือกซื้อเครื่องตัดเลเซอร์ ควรมีวิศวกรแนะนำการใช้งานอย่างถูกต้อง

บจก.โอนิ อินเตอร์เทรด ผู้นำเข้าเครื่องจักร CNC เครื่องตัดไฟเบอร์เลเซอร์ เครื่องยิงเลเซอร์ ผู้มีประสบการณ์และชำนาญงาน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยตอบคำถามและแนะนำการใช้งานตลอดระยะการดูแล หากสนใจสั่งซื้อได้ที่ บจก. โอนิ อินเตอร์เทรด https://www.oniintertrade.com/oni-product/bordor/