ก่อนซื้อขายคอนโดควรเตรียมตัวอย่างไร

ก่อนซื้อขายคอนโดควรเตรียมตัวอย่างไร

คอนโดมิเนียมกลายเป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยที่ใครหลาย ๆ คน มีการซื้อไว้เพื่อการลงทุนในอนาคต ดังนั้นจึงทำให้กระแสของการซื้อ ขายคอนโด ยังคงอยู่ได้ไปอีกยาวนาน ซึ่งถ้าคุณกำลังสนใจจะซื้อห้องคอนโดที่ไม่ว่าจะอยู่อาศัยเอง, ปล่อยเช่า หรือเพื่อเก็งกำไรขายในอนาคต มี 8 เรื่องที่คุณจะต้องควรรู้ไว้ก่อน เพื่อทำให้การซื้อขายห้องคอนโดในปี 2022 ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น ได้ห้องตรงใจ ตรงงบประมาณ และสามารถผ่อนชำระไปได้จนจบตามกำหนดโดยไม่มีปัญหาใด ๆ ดังนี้

1.เลือกทำเลอย่างไรให้ตรงใจ

การเลือกทำเลที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของคุณ ถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมาก เพราะการซื้อคอนโดนั้นย่อมมีจุดเริ่มต้นมาจากการตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องของการเดินทางไปที่ทำงานหรือที่เรียนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรเริ่มต้นจากการดูความต้องการของคุณก่อน มีโครงการใดบ้างที่อยู่ใกล้กับจุดทำงานหรือสถานศึกษาของคุณ และทำให้รู้สึกว่าเหมาะสมที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้มาก แต่อาจจะอยู่ติดกับรถไฟฟ้า BTS หรือสามารถเชื่อมต่อไปสู่รถไฟใต้ดิน MRT ได้

นอกจากนี้คุณยังสามารถประเมินดูได้ว่าต้องการอยู่ในจุดที่เป็นย่านธุรกิจใจกลางเมือง หรืออยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังต่าง ๆ เพื่อทำให้การใช้ชีวิตสะดวกมากขึ้น พร้อมไปด้วยการเลือกทำเลที่ควรจะต้องมีความปลอดภัย อยู่ในจุดชุมชนที่มีคุณภาพและช่วยทำให้คุณใช้ชีวิตในทุกวันได้อย่างสบายใจ โดยโซนที่มีคอนโดมิเนียมถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากและมักจะขายหมดอย่างรวดเร็ว คือ ย่านสาทร, พระราม 9, อโศก, ทองหล่อ, เอกมัย และสีลม เป็นต้น

2.เลือกสร้างใหม่หรือมือสอง

สำหรับผู้ที่ยังลังเลใจอยู่ว่าควรจะเลือกซื้อเป็นคอนโดสร้างเสร็จใหม่หรือคอนโดมือสองแบบซื้อต่อจากผู้อื่นดี เพราะให้ข้อดีที่แตกต่างกันออกไป เนื่องมาจากการซื้อคอนโดแบบมือสองจะเป็นการซื้อพร้อมตกแต่งมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการตกแต่งเพิ่มมากนัก แต่ในขณะเดียวกันคอนโดใหม่อาจจะต้องเสียค่าตกแต่งเพิ่มเติม แต่ทั้งนี้ในเรื่องของการอยู่อาศัยคอนโดมือสอง ก็มีสิทธิ์ที่จะต้องซ่อมบำรุงบ่อยครั้งเช่นกัน ซึ่งคอนโดมือหนึ่งในเรื่องนี้อาจจะไม่ต้องน่ากังวล ดังนั้นถ้าคุณต้องการรู้ว่าซื้อคอนโดในลักษณะใดดี? ให้ใช้วิธีการประเมินจากอายุของสิ่งก่อสร้างและประเมินดูพื้นที่โดยรวมด้วยตัวคุณเอง โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดมือสอง ให้คุณเริ่มพิจารณาจากอายุของคอนโดว่าสร้างเสร็จมานานแล้วเท่าไหร่?, อายุของตัวอาคารอยู่มาแล้วกี่ปี? เพื่อทำให้คุณสามารถคำนวณเรื่องของสภาพความเสื่อมได้มากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือการไปดูด้วยตัวคุณเอง ถ้าส่วนกลางยังคงดีอยู่และมีการซ่อมแซมในส่วนที่เสียหายหรือมีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่เสมอ รวมไปถึงสภาพห้องโดยรวมถือว่าดี คุณก็สามารถซื้อได้อย่างสบายใจ

3.จุดประสงค์การซื้อคืออะไร?

เรื่องต่อมาที่คุณควรรู้ คือ จุดประสงค์ในการจะซื้อคอนโดของคุณคืออะไร เพราะจะทำให้คุณสามารถเลือกซื้อคอนโดในปี 2022 ได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าคุณต้องการได้คอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง ให้คุณเลือกคอนโดคุณภาพที่อยู่ใกล้กับที่ทำงาน เดินทางสะดวก หรือสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างครบถ้วน แต่ถ้าเป็นคอนโดเพื่อการลงทุนให้เช่าและการขายเก็งกำไร คุณควรเลือกคอนโดกลางกรุงที่มีทำเลดี หรือทำเลใกล้กับโซนที่ทำงานและโซนนักศึกษามหาวิทยาลัย รวมไปถึงโซนตามแนวรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน เพื่อช่วยให้คุณหาผู้เช่าหรือผู้ซื้อได้ง่ายมากขึ้น

4.ตรวจสอบส่วนกลาง

อีกหนึ่งเรื่องที่คุณห้ามพลาด คือ การตรวจสอบส่วนกลางของทางคอนโดว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคใดบ้าง โดยให้เน้นกิจกรรมส่วนตัวของคุณเป็นหลัก เช่น ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ควรเลือกคอนโดที่สามารถให้สวนสีเขียวหรือห้องฟิตเนสที่คุณจะเข้าไปใช้บริการได้ตลอด หรือถ้าคุณมีเด็กเล็กควรเลือก Facilities ที่เด็ก ๆ จะวิ่งเล่นได้อย่างปลอดภัย หรือเป็นโซนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อทำให้เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตมากที่สุด นอกจากการดูเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว เรื่องต่อมาที่คุณควรสำรวจด้วยเช่นกัน คือ ภายในโครงการมีร้านค้าและร้านอาหารหรือไม่ ถ้าไม่มีในระยะที่ใกล้เคียงและไม่ไกลมากมีหรือไม่ รวมถึงการสำรวจดูว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนกลางของคอนโดใช้งานได้จริงแค่ไหน? มีความสะอาด มีการดูแลซ่อมแซม และมีการเข้ามาบำรุงอย่างจริงจังจากทางนิติบุคคลหรือไม่ เพื่อทำให้การซื้อคอนโดของคุณไม่เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

5.ค่าใช้จ่ายโดยรวม

การซื้อ ขายคอนโด จะมีค่าใช้จ่ายอยู่หลายส่วนที่คุณจำเป็นจะต้องจดรายละเอียดต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ได้รู้ว่าควรเก็บเงินประมาณใด จึงจะเหมาะสมต่อการอยู่คอนโดได้แบบราบรื่น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนและรายปี เช่น ค่าส่วนกลางของคอนโด ค่าเงินกองทุนสำรองส่วนกลาง ค่าภาษีที่ดิน และสำหรับผู้ที่กู้ธนาคารเพื่อซื้อคอนโด จะต้องรวมค่าใช้จ่ายด้านการชำระเงินกู้รายเดือนเข้าไปด้วย เพื่อทำให้คุณได้เห็นตัวเลขอย่างชัดเจนในแต่ละเดือน เพื่อนำมาประเมินดูว่าคุณจะสามารถจัดการกับรายจ่ายเหล่านี้ ได้ไปตลอดทุกเดือนหรือไม่? พร้อมการมองหาแผนสำรองด้านค่าใช้จ่ายไว้เพิ่ม เพื่อไม่ทำให้ต้องผิดพลาดจนอาจจะกลายเป็นไม่สามารถอยู่ต่อได้ ส่วนผู้ ขายคอนโด ควรจะต้องดูค่าใช้จ่ายโดยรวมหลังการขายได้แล้วเช่นกัน เพื่อนำมาประเมินดูว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ คุณจะสามารถจ่ายให้กับผู้มาซื้อได้เองหรือจะใช้เป็นการจ่ายคนละครึ่งต่อไป

6.การเตรียมงบประมาณ

เมื่อคุณรู้รายละเอียดของค่าใช้จ่ายโดยรวมแล้ว เรื่องต่อมาที่คุณจะต้องทำ คือ การเตรียมพร้อมด้านงบประมาณของคุณ โดยให้คุณวางแผนเรื่องการเลือกซื้อคอนโดให้เรียบร้อยก่อน เมื่อได้รูปแบบคอนโดที่ต้องการแล้ว พร้อมยื่นกู้กับทางธนาคาร คุณจะต้องรู้ว่าตัวคุณไม่ควรมีหนี้สินอยู่ที่ตัวเกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดในทุก ๆ เดือน เพราะอาจจะทำให้ทางธนาคารไม่อนุมัติได้ เนื่องมาจากทางธนาคารนั้นจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ในแต่ละเดือน ที่เมื่อหักออกมาแล้วจะต้องเหลือเพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและการชำระหนี้ในส่วนอื่น ๆ

ดังนั้นถ้าคุณมีเงินเดือนหลักแสนบาท คุณจะต้องมีภาระหนี้สินที่ไม่เกินไปกว่า 4 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนค่าผ่อนนั้นทางธนาคารจะคิดประเมินอยู่ที่ล้านละ 7,000 บาท คุณจึงนำวิธีการคิดนี้ไปประเมินดูว่าจะซื้อคอนโดราคาใด แล้วไม่กระทบต่องบประมาณที่มีมากจนเกินไป สามารถทำให้คุณผ่อนชำระได้จนครบตลอด โดยไม่ทำให้ต้องเดือดร้อนในอนาคต

7.ควรซื้อทำเลแบบไหน

ทำเลหรือบรรยากาศรอบคอนโด มีความสำคัญต่อตัวคุณมาก เพราะคุณจะต้องเข้า-ออกและใช้ชีวิตในบริเวณใกล้เคียงกับคอนโดอยู่ตลอด ดังนั้นคุณต้องประเมินดูว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นอย่างไร ไม่ควรเลือกคอนโดที่มีสภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นชุมชนแออัดหรือเข้าซอยลึกจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเสี่ยงต่ออันตรายได้ นอกจากนี้สภาพแวดล้อมรอบด้านของโครงการที่มีตลาดนัดหรือร้านค้าจำนวนมากและมีผู้คนพลุกพล่าน ก็อาจทำให้คุณไม่สะดวกต่อการเดินทางเข้า-ออกได้เช่นกัน ทั้งยังต้องทนกับเสียงดังรบกวนที่อาจจะเกิดจากชุมชนได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้ถ้าคุณเลือกที่จะซื้อคอนโดมิเนียมที่ติดกับถนนสาธารณะ จะทำให้คุณเข้าออก-ได้ง่าย แต่ถ้าเป็นซอยขนาดเล็กและเป็นจุดที่หน้าปากซอยรถติดด้วยแล้วก็อาจจะยิ่งทำให้การใช้ชีวิตของคุณรู้สึกเครียดมากกว่าเดิมได้ ดังนั้นคุณต้องนำความสะดวกในการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคุณมาประเมิน ถ้าชอบความง่ายควรเลือกคอนโดที่ติดกับถนนใหญ่ มีร้านค้า ร้านอาหารที่สามารถออกไปซื้อได้ง่าย หรืออาจจะเป็นโซนออกนอกเมืองไปเล็กน้อย เพื่อให้จุดที่อยู่อาศัยไม่หนาแน่นจนเกินไป รวมไปถึงจุดที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า BTS, รถไฟใต้ดิน MRT และทางด่วน เพื่อทำให้คุณเดินทางได้สะดวกแบบครบทุกด้าน เป็นต้น

8.ไม่มีเงินซื้อต้องทำอย่างไร?

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อคอนโด แต่ไม่มีเงินก้อนที่จะสามารถทำให้ซื้อได้ด้วยเงินสดทันที ขอแนะนำการยื่นกู้กับทางธนาคาร ที่ถือเป็นตัวช่วยสำคัญ ทำให้คุณสามารถซื้อห้องคอนโดได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีภาระหนี้สินเกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ การยื่นกู้ซื้อคอนโดจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก แม้แต่ผู้ที่มีอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ ถ้ามีเงินหมุนเวียนอยู่ภายในบัญชีเสมอและมีเงินเก็บอยู่ในบัญชีธนาคารจำนวนมาก คุณจะสามารถยื่นกู้ได้ 100% เลยทีเดียว ดังนั้นเครดิตจึงถือว่ามีความสำคัญ แต่ถ้าต้องการให้ง่ายกว่านั้น คุณควรขอกู้ร่วมกับญาติหรือคู่สมรสที่มีเครดิตดี มีเงินเดือนมั่นคง มีเงินในบัญชีหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะยิ่งช่วยผลักดันให้สามารถซื้อคอนโดในแบบที่ต้องการได้ง่ายมากกว่าเดิม ส่วนการเลือกธนาคารนั้นให้คุณเลือกธนาคารที่มีเรทดอกเบี้ยพิเศษ หรือถ้าธนาคารใดสามารถให้ดอกเบี้ยต่ำสุดได้ คุณก็สามารถเข้าไปขอรายละเอียดพร้อมการยื่นกู้ธนาคารนั้นได้เลย แต่ถ้าต้องการความสะดวกและการอนุมัติง่ายขึ้น ขอแนะนำเป็นธนาคารที่คุณทำธุรกรรมด้วยเป็นประจำ จะทำให้การติดต่อขอข้อมูล รายละเอียด หรือเอกสารยืนยันเป็นเรื่องที่ทำได้รวดเร็ว จึงรู้ผลอนุมัติได้ง่าย

9.เรื่องควรระวังของการเลือกซื้อห้องคอนโด

สำหรับเรื่องควรระวังของการซื้อห้องคอนโดนั้นจะมีอยู่ด้วยกันหลายเรื่อง ดังนี้

ถ้าโครงการที่คุณต้องการซื้ออยู่ขายได้ไม่หมด และมีเจ้าของโครงการเป็นเจ้าของร่วมอยู่ภายในคอนโดด้วย คุณต้องตรวจสอบดูว่าทางโครงการมีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าส่วนกลางหรือไม่ และมีการจ่ายค่าส่วนกลางไปหมดแล้วหรือยัง เพื่อทำให้การเข้าอยู่ของคุณเป็นไปอย่างยุติธรรมที่สุด

การเลือกคอนโดแบบโครงการมิกซ์ยูสที่เป็นการอยู่อาศัยร่วมเชิงพาณิชย์ ควรเลือกให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต, ความเป็นส่วนตัว รวมไปถึงค่าส่วนกลาง

ควรเลือกโครงการแล้วเสร็จที่ไม่มีปัญหาใด ๆ มาก่อน แต่ถ้าเลือกเป็นโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ คุณควรดูว่าตัวโครงการก่อสร้างล่าช้าเกินไปหรือไม่ และมีปัญหากับชุมชนข้างเคียงมาก่อนหรือไม่ เพื่อทำให้คุณไม่ต้องเสี่ยงเสียเงินเปล่าจากปัญหาการฟ้องร้องของชุมชนรอบด้าน จนทำให้การก่อสร้างอาจต้องหยุดชะงักเลยก็ได้เช่นกัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ ขายคอนโดมิเนียม คุณควรรู้ทั้ง 8 เรื่องนี้ก่อน เพื่อทำให้การซื้อขายของคนเป็นไปอย่างสบายใจ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ ในอนาคต จนอาจจะทำให้คุณรู้สึกเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ได้

 

ตัวช่วยธุรกิจ b2b ที่จะทำให้คุณไม่พลาดตลาดในยุคปัจจุบัน

ตัวช่วยธุรกิจ b2b ที่จะทำให้คุณไม่พลาดตลาดในยุคปัจจุบัน

ธุรกิจ B2B หรือ Business to Business เป็นธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อห่วงโซ่การตลาดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่สองธุรกิจทำการค้าร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจ ด้วยการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองต่อธุรกิจร่ายย่อย ยกตัวอย่างเช่น การซื้อผ้าจากโรงงานเพื่อนำมาผลิตเสื้อผ้า เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วธุรกิจรูปแบบดังกล่าวจะพบเห็นกันได้มากในธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น การขนส่ง DHL เป็นต้น

ด้วยโลกของเราเปลี่ยนเข้าสู่การติดต่อผ่านทางออนไลน์มากขึ้น จึงส่งผลให้ธุรกิจรูปแบบ B2B จำเป็นจะต้องให้บริการออนไลน์มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้แพลตฟอร์ม E-Commerce จึงมีความสำคัญและสามารถเป็นตัวช่วยที่ดีของธุรกิจดังกล่าวได้

  1. ERP
    ERP หรือ Enterprise Resource Planning คือระบบที่ใช้ในการวางแผนจัดการห่วงโซ่อุปทานหลัก ไม่ว่าจะเป็น ระบบการเงิน การบริหารบุคคล ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ระบบสำหรับกลุ่มบริหาร และการจัดการข้อมูล เป็นต้น ซึ่งระบบ ERP มักพบว่าทำงานอยู่บน 2 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบ Cloud และระบบ On-Premise ซึ่งความแตกต่างของทั้งสองระบบนี้ก็คือตำแหน่งของการติดตั้ง ERP โดยระบบ Cloud จะถูกติดตั้งบน Cloud Server ซึ่งเราสามารถเข้าใช้งานได้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ส่วนระบบ On-Premise คือการติดตั้ง ERP ไว้บนฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์ที่มีการใช้งานจริงในบริษัท ซึ่งประโยชน์ของระบบ ERP คือช่วยให้องค์กรเห็นภาพรวมการทำงานของทั้งระบบได้
  2. E-commerce (Adobe commerce)
    แพลตฟอร์ม E-Commerce จัดว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญต่อธุรกิจ B2B เป็นอย่างมาก เนื่องจากการที่ธุรกิจมีหน้าเว็บไซต์สามารถช่วยเพิ่มมาตรฐานให้กับธุรกิจได้ ซึ่ง Adobe Commerce เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างเว็บไซต์และตัวช่วยทางการตลาดให้แก่ธุรกิจกลุ่ม B2B ได้เป็นอย่างดี ด้วยระบบหน้าบ้านและหลังบ้านที่ได้ประสิทธิภาพ ตลอดจนระบบการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บไว้บนคลาวด์เดียวได้เลย จึงเหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจที่มีความซับซ้อนตามความต้องการของลูกค้า
  3. CRM
    CRM หรือ Customer Relationship Management คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับจัดการความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้า ซึ่งขั้นตอนนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่มีการทำตลาดไปแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดการซื้อสินค้าซ้ำนั่นเอง โดยกลุ่มบุคคลากรในบริษัทที่จะต้องใช้งานระบบนี้ก็คือทีมการตลาดและทีม Sales หลักการทำงานของระบบ CRM คือการบันทึกข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีลูกค้าโทรเข้ามายังบริษัท ทีม Sales จะทำหน้าที่บันทึกข้อมูลของลูกค้าและสิ่งที่ลูกค้าต้องการลงในระบบ หากยังไม่มีการซื้อขายในทันที ทางทีม Sales ก็จะทำหน้าที่ติดต่อกลับไปยังลูกค้านั่นเอง ซึ่งประโยชน์ในภาพรวมของระบบ CRM ก็คือการช่วยเพิ่มยอดขายให้กับบริษัท การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้านั่นเอง
‘Invisalign Teen’ โปรแกรมจัดฟันใสที่ออกแบบมา เพื่อวัยรุ่นโดยเฉพาะ

‘Invisalign Teen’ โปรแกรมจัดฟันใสที่ออกแบบมา เพื่อวัยรุ่นโดยเฉพาะ

การหมั่นใส่ใจดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอช่วยเสริมสร้างสุขภาพและภาพลักษณ์ที่ดี โดยเฉพาะช่องปากก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนเชื่อว่าหากไม่ได้มีปัญหาด้านทันตกรรมที่รุนแรงอันก่อให้เกิดความลำบากในการดำรงชีวิตอย่างฟันคุดหรือปัญหาโรคปริทันต์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์ แต่รู้หรือไม่ว่าฟันซ้อนเก หรือฟันสบลึก เป็นจุดเริ่มต้นของโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดบอดที่ทำให้เศษอาหารเข้าไปติดได้ง่าย หรือการสบฟันที่ผิดธรรมชาติอาจทำให้การบดเคี้ยวอาหารไม่มีประสิทธิภาพเกิดเป็นอาการท้องอืด ดังนั้นการเริ่มแก้ไขฟันให้เป็นระเบียบตั้งแต่เนิ่นๆจึงช่วยป้องกันปัญหาอื่นๆตามมา การจัดฟันในเด็กวัยรุ่นเริ่มเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนคำนึงถึงมากขึ้นเพื่อสุขภาพฟันที่ดีในระยะยาวของบุตรหลาน ทางการแพท์จึงพัฒนาเทคโนโลยีการจัดฟัน Invisalign Teen เป็นโปรแกรมการจัดฟันที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างฟันให้เหล่าวัยรุ่นโดยเฉพาะ

การจัดฟัน Invisalign Teen คืออะไร?
การจัดฟัน Invisalign เป็นเทคโนโลยีการจัดฟันแบบใส อำพรางการมองเห็นเครื่องมือจัดฟันระหว่างการรักษา ที่ช่วยแก้ไขปัญหาโครงสร้างฟันตั้งแต่แบบง่ายไปจนซับซ้อน ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามจุดประสงค์การรักษา Invisalign Teen เป็นการจัดฟันใสสำหรับเด็กและวัยรุ่น 8-18 ปี ที่ซึ่งส่วนมากในวัยนี้มักมีปัญหาฟันห่าง ฟันซ้อน และขากรรไกรบนคร่อมส่วนล่าง ช่วยปรับการเจริญของรูปหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้อง Invisalign Teen?
1.Invisalign ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยคาดการณ์การเคลื่อนฟัน และสร้างเครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล จึงมีความแม่นยำสูง
2.เนื่องจากพฤติกรรมของวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้เยอะ การระมัดระวังตัวอาจมีไม่มาก การจัดฟันแบบใสจึงลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บในช่องปากระหว่างการเล่นเมื่อเทียบกับการจัดฟันแบบโลหะ
3.ตัวเครื่องมือจะแนบติดกับผิวฟันไม่ทำให้เกิดการออกเสียงผิดเพี้ยน
4.การถอดเครื่องมือช่วยให้ผู้ป่วยวัยรุ่นสามารถทำความสะอาดฟันได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น
5.ช่วยหลีกเลี่ยงการล้อเลียนเรื่องภาพลักษณ์ในสังคมวัยรุ่น
6.ชุดเครื่องมือจะมีตัวบอกระยะการสวมใส่ คือหากสีฟ้าที่เครื่องมือกลายเป็นสีใสแปลว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนชุดเครื่องมือชิ้นใหม่ ทำให้เด็กๆสามารถจัดการดูแลตัวเองได้อย่างง่ายดาย

Invisalign Teen มีขั้นตอนการรักษาอย่างไร?
1.พบแพทย์เพื่อประเมินพื้นฐานโครงสร้างฟัน
2.เอ็กซเรย์ พิมพ์ฟัน และทำการสแกนฟันแบบ 3 มิติ เพื่อประเมินการเคลื่อนตัวของฟัน รวมทั้งการออกแบบเครื่องมือเพื่อสภาพฟันแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ
3.ผู้ป่วยลองใส่เครื่องมือ ขั้นตอนนี้แพทย์จะมีการแนะนำวิธีการดูแลรักษา ทั้งนี้อาจมีการติดตั้งเครื่องมือเสริมอื่นๆหากเห็นว่าสมควรตามแต่ละกรณี
4.ผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของการรักษาทุกๆ 1.5-2 เดือน
5.เมื่อการรักษาเสร็จสิ้น ผู้ป่วยก็สามารถเผยรอยยิ้มได้อย่างมั่นใจ

สิ่งที่ไม่ควรทำในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก

สิ่งที่ไม่ควรทำในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก

อาจมีบทความที่แนะนำเกี่ยวกับการตกแต่งและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกอยู่มากมาย เนื่องจากห้องนั่งเล่นมักเป็นห้องที่ใช้บ่อยที่สุดห้องหนึ่งในบ้าน บางครั้งก็เป็นห้องสำหรับความบันเทิง บางครั้งก็เป็นจุดพักผ่อนสำหรับการอ่านหนังสือ และบางครั้งก็เป็นที่ที่สะดวกสบายในการดูทีวีหรือทำการบ้าน แต่คงจะดีไม่น้อยถ้ามีบทความเรื่องข้อห้ามที่ไม่ควรทำในการจัดวางและตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก เพื่อไม่ให้คุณต้องประสบกับปัญหาในการใช้งานหลังจากผ่านขั้นตอนการตกแต่งไปแล้ว

  1. อย่ามีโต๊ะน้อยเกินไป

ข้อผิดพลาดในการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การไม่มีพื้นที่โต๊ะเพียงพอสำหรับคนที่ต้องการจะวางเครื่องดื่มหรือหนังสือ ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะห้องของคุณเล็กจนไม่สามารถวางโต๊ะได้ หรือมีโต๊ะแต่มีอุปกรณ์อื่น ๆ จนไม่มีที่สำหรับวางแก้ว ปัญหานี้ควรแก้ไขหากต้องการพื้นที่ใช้สอยเพื่อความสะดวกสบาย และสำหรับห้องขนาดเล็กที่รู้สึกรก ให้ลองใช้โต๊ะกลางกระจกซึ่งโปร่งใส ทำให้รู้สึกว่าใช้พื้นที่น้อยกว่าและไม่รกรุงรัง

  1. อย่าสร้างพื้นที่ที่สนทนาไม่สะดวก

ห้องนั่งเล่นเป็นสถานที่ชุมนุมรวมตัวหลักของสมาชิกในบ้าน หรือเป็นที่สำหรับต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน ทั้งญาติ มิตรสหาย หรือแขก โดยใช้เป็นที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น พูดคุย ดูหนัง กินดื่ม ปาร์ตี้ ฯลฯ การจัดเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกให้นั่งและพูดคุยอย่างสบาย ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยคนส่วนใหญ่ชอบที่จะนั่งหันหน้าเข้าหาคนที่พวกเขากำลังคุยด้วยมากกว่าที่จะนั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ดังนั้นแม้ว่าโซฟาห้องรับแขกขนาดใหญ่ที่มีเก้าอี้นวมที่ปลายด้านหนึ่งจะเหมาะสำหรับการดูทีวี แต่ก็อาจไม่เหมาะสำหรับการสนทนา

  1. อย่าใช้พรมปูพื้นผิดขนาด

พรมพื้นที่เป็นวิธีการที่ดีในการเชื่อมต่อเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกเข้าด้วยกัน หากแต่ถ้าหากเลือกใช้พรมผิดขนาดหรือวางไม่ถูกต้อง อาจทำให้ห้องดูไม่สมดุลและเฟอร์นิเจอร์รู้สึกอึดอัดได้ เช่น มีโต๊ะหรือเก้าอี้ที่มีสามขาบนพรมและอีกขาหนึ่งวางบนพรม ทุกครั้งที่นั่งจะสั่นไม่มั่นคงจนรู้สึกได้ว่ามันไม่เท่ากัน ดังนั้นคุณอาจจะจบลงด้วยการหากระดาษหรืออะไรมาหนุนขาข้างที่ยกลอย ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สวยงามและยังอันตราย ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณวางแผนเลือกขนาดพรมที่มีขนาดพอดีกับเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก

สรุป

นอกจากนี้ หัวใจสำคัญคือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขก คือ การวางเฟอร์นิเจอร์ให้มีระยะห่างพอดีกับการใช้งาน หากเมื่อไหร่ที่คุณต้องบิดตัวเมื่อเดินเข้า-ออกจากโซฟาและโต๊ะกาแฟของคุณ อาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนใหม่เกี่ยวกับการจัดเฟอร์นิเจอร์ ห้องรับแขกของคุณ อย่างไรก็ตาม การนั่งในห้องนั่งเล่นที่เฟอร์นิเจอร์อยู่ห่างกันเกินไปก็ไม่สะดวกเช่นกัน คุณอาจเอื้อมวางเครื่องดื่มบนโต๊ะไม่ถึง หรือต้องใช้เสียงดังในการคุยกับคนที่นั่งตรงข้าม ดังนั้น ระยะห่างที่พอดีกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เติมฟิลเลอร์ 7 จุดนี้ รับรองว่าหน้าปัง

เติมฟิลเลอร์ 7 จุดนี้ รับรองว่าหน้าปัง

ภาพลักษณ์ถือเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกันมากขึ้นในยุคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีภาพลักษณ์ที่ดีจะเสริมทั้งบุคลิกให้ดูน่าดึงดูดโดดเด่น และมีโหงวเฮ้งที่ดีเสริมความปังตามแบบฉบับสายมู การเสริมความงามจึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนเกือบจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตกันเลยก็ว่าได้ หนึ่งในหัตถกรรมความงามที่เป็นที่รู้จักอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นการเติมฟิลเลอร์ เพราะเป็นการตกแต่งขนาดเล็ก ที่ช่วยแก้ปัญหายิบย่อยบนใบหน้าได้ดี ตอบโจทย์ทั้งวัยรุ่นและวัยเก๋าที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการฟื้นฟูเซลล์ตามธรรมชาติเริ่มลดประสิทธิภาพลง ยิ่งในปัจจุบันที่มีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเพิ่ม เช่น การทำงานหนัก นอนดึก ทานอาหารไม่มีประโยชน์ ความเครียดต่างๆ ที่เป็นตัวเร่งให้เซลล์ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วขึ้น จึงจำเป็นต้องหาตัวช่วยฟื้นฟูก่อนจะยิ่งกู้คืนยาก ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่เลียนแบบสารในร่างกาย เข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนที่สึกหรอในบริเวณต่างๆ และนี่คือ 7 จุดบนใบหน้าที่ต้องบอกว่าเติมฟิลเลอร์ปุ๊บสวยปั๊บแน่นอน


1.หน้าผาก

หลายคนมีพื้นฐานโครงสร้างหน้าผากแบน มีรอยยุบ รอยบุ๋ม รอยย่น ที่เผยความแก่กว่าวัย การเติมหน้าผากจะช่วยเสริมความสดใส ให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น หน้าผากที่มีความโหนกนูนยังบ่งบอกถึงการมีวาสนาดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในทางด้านความเชื่อโหงวเฮ้งด้วยเช่นกัน การเติมหน้าผากจะใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากกว่าบริเวณอื่น ประมาณ 3-5 cc จึงจะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน และแพทย์ที่เลือกใช้ต้องมีประสบการณ์สูง มีเทคนิคที่ดีในการฉีดในระดับที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการไหลย้อยของฟิลเลอร์ รวมถึงความเสี่ยงที่จะโดนเส้นประสาทโดยรอบ

 

2.ขมับ
บริเวณขมับ คือตั้งแต่บริเวณหางตาไปจนสุดไรผม ส่วนมากมักจะเกิดรอยยุบบุ๋ม เป็นการเน้นโหนกแก้มให้เห็นชัดมากขึ้น การเติมขมับจะช่วยลดความแข็งกระด้างของใบหน้า ทำให้รูปหน้าดูหวานอ่อนโยนขึ้น แลดูเด็กลง การมีขมับตอบอาจส่งผลในแง่ลบของความเชื่อโหงวเฮ้งด้านความรักและคู่ครอง โดยทั่วไปแล้วจะนิยมเติมฟิลเลอร์ที่ขมับ 2-4 cc

3.ระหว่างคิ้ว

บริเวณนี้เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มักมีริ้วรอยเหี่ยวย่นมาเป็นอุปสรรค ซึ่งเกิดจากการแสดงสีหน้า เช่นการโกรธ สงสัย ขมวดคิ้ว เกิดเป็นรอยพับรอยยับในแนวตั้ง เพียงเติมฟิลเลอร์ 1 cc คุณก็สามารถเติมเต็มร่องลึกให้ดูตื้นขึ้น ช่วยปรับให้ใบหน้าดูเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ รองรับคิ้วที่เปรียบเสมือนมงกุฏของใบหน้าให้เข้ารูปกันได้ดียิ่งขึ้น

 

4.ใต้ตา

ผิวบริเวณใต้ตาเป็นส่วนที่บอบบองที่สุดของหน้า การนอนดึก โรคภูมิแพ้ และไขมันฝ่อลงทำให้ตาดูคล้ำหมอง เป็นร่องลึก ตาโหล ตาลึก ไม่สดใส ใต้ตาได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ฟื้นฟูยากที่สุด การใช้เพียงอายครีมหรือเซรั่ม อาจไม่เพียงพอสำหรับการกู้คืนผิวรอบดวงตา ฟิลเลอร์ปริมาณ 2-4 cc สามารถช่วยเติมเต็มให้ผิวใต้ตาดูอิ่มฟูอุ้มน้ำ ลดเลือนถุงใต้ตาให้ดูจางลง ทำให้ผิวเรียบเนียนไร้ริ้วรอย คืนใบหน้าทีอ่อนเยาว์กลับมาอีกครั้ง

5.ร่องน้ำหมาก
ร่องน้ำหมากคือ ร่องบริเวณมุมปาก กล้อมเนื้อส่วนนี้เป็นอีกจุดที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายจากการยิ้ม การหัวเราะ การรับประทานอาหาร หรือแม้แต่ระหว่างนอนหลับ หากใครชอบนอนตะแคงจนติดเป็นนิสัย ในระยะยาวเมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนในชั้นผิวที่ลดลง ผิวขาดความกระชับ ก็สามารถทำให้เกิดร่องลึกร่องตื้นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้หากเราปล่อยให้ผิวร่องน้ำหมากหย่อนคล้อยไปนานวัน ก็จะทำให้มุมปากตก ใบหน้าดูบึ้งตึง เหมือนคนที่โกรธตลอดเวลา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้ตัวยา 1 cc ผสานเทคนิคในการฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกกระชับ และจะยิ่งเสริมผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นหากเติมร่วมกับร่องแก้ม ทำแล้วมั่นใจได้เลยต้องมีคนทักว่าหน้าเด็กลงหลายปี

 

6.ปาก

ต้องยกให้เป็นที่สุดของความฮอตไม่หยุดในยุคนี้ ฟิลเลอร์ปากนิยมกันมากในหมู่ดารานางแบบและสาวๆทั่วไป เพราะฟิลเลอร์ไม่เพียงเข้ามาเติมเต็มร่องปากให้ดูอิ่มฟู ชุ่มชื่นน่าจุ๊บ ทาลิปสติกไม่ตกร่อง แต่ยังช่วยตกแต่งรูปปากในฝันอีกด้วย หลายคนมีปัญหาปากบาง ปากหนา ปากไม่เป็นรูป ไม่ว่าจะเป็นแนวสาวสายฝอที่ชอบปากเอิบอิ่มซ่อนความเซ็กซี่ หรือจะเป็นทรงปากกระจับแบบเกาหลีที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ฟิลเลอร์สามารถเนรมิตความต้องการให้สาวๆได้ดังใจ โดยแต่ละแบบขึ้นกับเทคนิคและความชำนาญของแพทย์แต่ละคน ส่วนมากใช้ตัวยาเพียง 1 cc ก็สามารถคงผลลัพธ์ได้นานถึง 1 ปี

 

7.คาง

สำหรับใครที่มีใบหน้าสั้น คางบุ๋ม คางตัด คางเบี้ยว แต่ไม่อยากเจ็บตัวจากการผ่าตัดเสริมซิลิโคน ฟิลเลอร์คางถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น ไม่บวมช้ำ และให้ผลลัพธ์ทันทีหลังการรักษา ฟิลเลอร์คาง จะเป็นการเติม HA เข้าไปบริเวณคาง ปั้นรูปทรงต่างๆได้ตามต้องการ คงผลลัพธ์นาน 1-2 ปี และสลายตัวตามธรรมชาติ จึงตอบโจทย์คนที่อาจจะอยากปรับแต่งโครงหน้าเพิ่มเติมในอนาคต แต่หากใครที่ชอบแบบถาวรควรเลือกเป็นการเสริมคางด้วยซิลิโคนจะเหมาะกว่านั่นเองค่ะ

 

สรุป
ฟิลเลอร์เป็นนวัตกรรมความงามสารพัดประโยชน์ที่มั่นใจได้ว่าถูกอกถูกใจสาวๆ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกการรักษามีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจเข้ารับบริการทุกครั้ง อาจขอดูรีวิวจากลูกค้าจริงประกอบการพิจารณาทั้งในแง่ของผลลัพธ์ แบบที่ต้องการ แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงจะช่วยให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังมีความแม่นยำมากขึ้น และไม่ลืมที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แท้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลที่ไม่พึงประสงค์ การใช้ของปลอมที่มีราคาถูกอาจทำให้หน้าเบี้ยว หน้าติดเชื้อ ไม่สลายเองตามธรรมชาติ ต้องทำการขูดฟิลเลอร์ออกซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากบานปลาย ไม่คุ้มความเสี่ยงที่ได้แน่นอนค่ะ

ทริคการใช้ ‘แป้งทาหน้า’ อย่างไร ให้ปัง หน้าสวยดูเป็นธรรมชาติ

ทริคการใช้ ‘แป้งทาหน้า’ อย่างไร ให้ปัง หน้าสวยดูเป็นธรรมชาติ

แป้งทาหน้า คือหนึ่งในไอเทมที่สาว ๆ จำเป็นต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยเกษียณ ด้วยความที่ไอเทมชิ้นนี้ผสมทั้งรองพื้นกับแป้งฝุ่นมาในตลับเดียวกัน ทำให้สะดวกขณะใช้งานพร้อมกับย่นเวลาการแต่งหน้าให้น้อยลงได้นั่นเอง โดยในวันนี้มีทริคดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ ‘แป้งทาหน้า’ มาแชร์ให้สาว ๆ นำไปใช้ รับรองว่า หน้าสวย สด และดูเป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน !

ทำความรู้จักผลิตภัณฑ์ ‘แป้งทาหน้า

            คนส่วนใหญ่จะเรียกเครื่องสำอางชนิดนี้ว่า แป้งพัฟ หรือ แป้งผสมรองพื้น ซึ่งเป็นการนำแป้งฝุ่นเนื้อละเอียดกับครีมรองพื้นมาผ่านกระบวนการอัดแข็ง แป้งจึงมีเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียด นุ่มนิ่ม และบางเบา โดยคุณประโยชน์เพื่อช่วยควบคุมความมัน ปกปิดริ้วรอยต่าง ๆ บนในหน้า เช่น สิว รอยดำรอยแดง ฝ้าจากแดด รวมถึงรอยหมองคล้ำอื่น ๆ ให้หน้าแลดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากที่สุด

 

ทริคง่าย ๆ ในการใช้ ‘แป้งพัฟ’ เพิ่มความสวย

  • ล้างหน้าให้สะอาด

            ก่อนลงเครื่องสำอางใด ๆ หรือเปิดใช้แป้งตลับ เราควรล้างหน้าขจัดความมัน สิ่งสกปรก และเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งที่ทาเป็นคราบจนดูไม่เนียนตา

  • ใช้สกินแคร์

            หลังล้างหน้าให้เติมความชุ่มชื้นแก่ผิวด้วยสกินแคร์ โดยควรใช้เป็นตัวที่เหมาะกับสภาพผิวหน้ามากที่สุด เช่น สาวผิวแห้งอาจเลือกทาครีม สาวผิวมันเลือกทาเซรั่ม และสำหรับสาวที่เป็นสิวสามารถใช้ยาแต้มสิวก่อนลงเครื่องสำอางได้ นอกจากนี้สกินแคร์ยังช่วยให้แป้งพัฟติดทนนานตลอดวันอีกด้วย

  • เลือกใช้ฟองน้ำที่มีคุณภาพ

            เนื้อสัมผัสของฟองน้ำต้องอ่อนนุ่มและเป็นมิตรต่อผิวหน้า ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียดสีจนเป็นริ้วรอยขณะใช้งานฟองน้ำนั่ง

  • ทาแป้งพัฟให้ถูกวิธี ไม่ถู ไม่ปาด

            ห้ามสาว ๆ ปาดแป้ง ลงน้ำหนัก หรือถูฟองน้ำบนในหน้าแรงเป็นอันขาด ! เพราะหน้าอาจเกิดริ้วรอย หรือทำให้แป้งเรอะเป็นคราบเอาได้ โดยวิธีทาแป้งที่ถูกต้อง ให้ใช้ฟองน้ำจิกแป้งทีละน้อย แล้วกดเบา ๆ ตรง T-Zone หรือก็คือ บริเวณร่องจมูก หน้าผาก คาง ตลอดจนโหนกแก้มทั้งสองข้าง และอย่าลืมทาช่วงลำคอด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ดูหน้าลอย หรือหากสาว ๆ คนไหนอยากให้หน้าดูบางลง ก็สามารถใช้แปรงปัดแทนการใช้ฟองน้ำได้ด้วยเช่นกัน

 

เป็นอย่างไรบ้างกับ  ทริคการใช้แป้งทาหน้าให้หน้าสวยดูเป็นธรรมชาติ โดยสาว ๆ สามารถนำทริคข้างต้นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง อีกทั้งการทาหน้าแบบผิด ๆ อาจทำให้หน้ามีริ้วรอยหรือคราบที่ยากจะลบเลือน ด้วยเหตุนี้ สาว ๆ จึงควรใช้แป้งพัฟอย่างถูกวิธีเป็นดีที่สุด !