ขู่เข็ญ ข่มขู่ “ เดี๋ยวฆ่าให้ตาย ” หรือ “ เดี๋ยวยิงทิ้งเลย ” การทำให้คนอื่นเกิดความตกใจกลัว ต้องรับโทษทางอาญาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2542ขณะที่จำเลยทั้งสองพูดว่า “ถ้ามึงแน่จริงมึงออกมาทำไมไม่ออกมา ออกมาโดน แน่” นั้น จำเลยทั้งสองอยู่ที่หน้าบ้าน ของผู้เสียหาย แสดงว่าเป็นการบังคับขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหาย ออกไปจากบ้าน หากขืนออกไปจะถูกจำเลยทั้งสองทำร้าย หาใช่เป็นเพียงคำท้าให้ออกไปต่อสู้กันไม่ คำพูดเช่นนี้ใช้กับ ผู้ใดโดยปกติแล้วผู้นั้นย่อมตกใจกลัว เมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2517จำเลยถือปืนพลาสติกมาขู่เข็ญทำท่าจะยิงผู้เสียหายผู้เสียหายเข้าใจว่าเป็นปืนจริงเกิดความกลัวหรือตกใจ จำเลยต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392

ขู่เข็ญ ข่มขู่ “ เดี๋ยวฆ่าให้ตาย ” หรือ “ เดี๋ยวยิงทิ้งเลย ” การทำให้คนอื่นเกิดความตกใจกลัว ต้องรับโทษทางอาญาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2542ขณะที่จำเลยทั้งสองพูดว่า “ถ้ามึงแน่จริงมึงออกมาทำไมไม่ออกมา ออกมาโดน แน่” นั้น จำเลยทั้งสองอยู่ที่หน้าบ้าน ของผู้เสียหาย แสดงว่าเป็นการบังคับขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหาย ออกไปจากบ้าน หากขืนออกไปจะถูกจำเลยทั้งสองทำร้าย หาใช่เป็นเพียงคำท้าให้ออกไปต่อสู้กันไม่ คำพูดเช่นนี้ใช้กับ ผู้ใดโดยปกติแล้วผู้นั้นย่อมตกใจกลัว เมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2517จำเลยถือปืนพลาสติกมาขู่เข็ญทำท่าจะยิงผู้เสียหายผู้เสียหายเข้าใจว่าเป็นปืนจริงเกิดความกลัวหรือตกใจ จำเลยต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392

ขู่เข็ญ ข่มขู่ “ เดี๋ยวฆ่าให้ตาย ” หรือ “ เดี๋ยวยิงทิ้งเลย ” การทำให้คนอื่นเกิดความตกใจกลัว ต้องรับโทษทางอาญาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2542ขณะที่จำเลยทั้งสองพูดว่า “ถ้ามึงแน่จริงมึงออกมาทำไมไม่ออกมา ออกมาโดน แน่” นั้น จำเลยทั้งสองอยู่ที่หน้าบ้าน ของผู้เสียหาย แสดงว่าเป็นการบังคับขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหาย ออกไปจากบ้าน หากขืนออกไปจะถูกจำเลยทั้งสองทำร้าย หาใช่เป็นเพียงคำท้าให้ออกไปต่อสู้กันไม่ คำพูดเช่นนี้ใช้กับ ผู้ใดโดยปกติแล้วผู้นั้นย่อมตกใจกลัว เมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2517จำเลยถือปืนพลาสติกมาขู่เข็ญทำท่าจะยิงผู้เสียหายผู้เสียหายเข้าใจว่าเป็นปืนจริงเกิดความกลัวหรือตกใจ จำเลยต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392

ปล่อยเงินกู้ อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย ? ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 – การเก็บดอกเบี้ยต้องไม่เกิน ร้อยละ 15 ต่อปี – ต้องไม่กำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่น ต้องไม่มีการเรียกเอาประโยชน์อื่นใด นอกจากดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญา บทลงโทษ จำคุก 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ปล่อยเงินกู้ อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย ? ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 – การเก็บดอกเบี้ยต้องไม่เกิน ร้อยละ 15 ต่อปี – ต้องไม่กำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่น ต้องไม่มีการเรียกเอาประโยชน์อื่นใด นอกจากดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญา บทลงโทษ จำคุก 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ปล่อยเงินกู้ อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย ?
ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560
– การเก็บดอกเบี้ยต้องไม่เกิน ร้อยละ 15 ต่อปี
– ต้องไม่กำหนดข้อความอันเป็นเท็จในเรื่องจำนวนเงินกู้หรือเรื่องอื่น
ต้องไม่มีการเรียกเอาประโยชน์อื่นใด นอกจากดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญา
บทลงโทษ จำคุก 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6083/2546 ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริง คือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก  จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตายเป็นความผิด และ การกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตายหาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6083/2546 ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริง คือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตายเป็นความผิด และ การกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตายหาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6083/2546
ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริง คือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก

จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตายเป็นความผิด และ
การกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตายหาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง

วิธีเลือกซื้อซิเดกร้าอย่างปลอดภัย พร้อมคำแนะนำจากเภสัชกร

วิธีเลือกซื้อซิเดกร้าอย่างปลอดภัย พร้อมคำแนะนำจากเภสัชกร

ซิเดกร้า (Sildenafil) คือยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ด้วยคุณสมบัติเด่นในการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะเพศชาย จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยม ซิเดกร้า สำหรับผู้ชาย เพิ่มความอึดทนท่านชาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับกลไกการทำงาน วิธีการใช้ ข้อควรระวัง และข้อมูลสำคัญอื่นๆ ก่อนการใช้ยา


✅ กลไกการทำงานของซิเดกร้า

ซิเดกร้าทำงานโดย ยับยั้งเอนไซม์ PDE5 (phosphodiesterase type 5) ซึ่งมีหน้าที่ทำลาย cGMP ในร่างกาย เมื่อเกิดการกระตุ้นทางเพศ ร่างกายจะปล่อยไนตริกออกไซด์ (NO) ทำให้ cGMP เพิ่มขึ้น และส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณอวัยวะเพศขยายตัว เพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้เกิดการแข็งตัวที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นกลไกหลักที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอย่างได้ผล


✅ ข้อบ่งชี้ในการใช้

ซิเดกร้ามักใช้ในกรณีต่อไปนี้:

  • ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED): ช่วยให้เกิดการแข็งตัวตามธรรมชาติเมื่อมีการกระตุ้น

  • โรคความดันในหลอดเลือดปอดสูง (PAH): ลดแรงต้านในหลอดเลือดปอด เพิ่มประสิทธิภาพการหายใจ


✅ วิธีการใช้งาน

  • รับประทาน ก่อนกิจกรรมทางเพศประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

  • ไม่ควรใช้มากกว่า 1 ครั้งต่อวัน

  • ควรใช้เฉพาะเมื่อมีความจำเป็น ไม่ควรใช้ต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาแพทย์


⚠️ ข้อควรระวัง

  • ผลข้างเคียง: อาจมีอาการปวดศีรษะ หน้าแดง มึนงง ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีปัญหาด้านการมองเห็นชั่วคราว

  • การใช้ร่วมกับยาอื่น: ห้ามใช้ร่วมกับยาไนเตรต เช่น ยารักษาโรคหัวใจ เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างอันตราย

  • ผู้ป่วยโรคประจำตัว: ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคตับ หรือความดันโลหิตไม่ปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้


📌 สรุป

ซิเดกร้า สำหรับผู้ชาย เพิ่มความอึดทนท่านชาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการช่วยขยายหลอดเลือดและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังอวัยวะเพศ ซึ่งช่วยให้การแข็งตัวดีขึ้นตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศและต้องการฟื้นฟูความมั่นใจ

แต่อย่าลืมว่า การใช้ซิเดกร้าควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับยา การใช้ หรือผลข้างเคียง อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้านค่ะ

ซิเดกร้า ไวอากร้าไทย รับรองของแท้

ซิเดกร้า ไวอากร้าไทย ยาปลุกอารมณ์ ของแท้  ช่วยทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ดีขึ้น ชะลอการหลั่ง เพิ่มความอึดทนท่านชาย

เป็นยา ไวอากร้า ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้สมองสั่งการผ่านเส้นประสาทไปยังอวัยวะเพศ ทำให้แข็งตัวขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่วยให้การร่วมรักดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ยาวนาน และประทับใจ ซิเดกร้า สำหรับผู้ชาย
อาการอวัยวะเพศอ่อนตัวขณะมีเพศสัมพันธ์ อาการ แข็งไม่สุด นกเขาไม่ขัน หรือเรียกอีกอย่างว่า อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซิเดกร้า ไว้อากร้าไทย ของแท้ ช่วยปัญหาได้เป็นอย่างดี และมีความปลอดภัย รับรองโดยองค์การเภสัชกรรม (GPO) มีตัวยา ซิลเดนาฟิล ซิเตรท 100 % (Sildenafil Citrate) ซึ่งเป็น ตัวยาเดียวกับ ไวอากร้าอเมริกา

ติดต่อเรา
Line@ : @112cscdt
โทร : 086-380-7312

ฟ้องเรียกคืนเงินตามสัญญาซื้อขาย อายุความ 10 ปี (หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 419)  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2567  โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลย มีบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินว่า หากรังวัดที่แล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน จำเลยยินยอมคืนเงินโจทก์ตามส่วนที่ดินซึ่งขาดไป เป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยมีข้อตกลงการคืนเงินถ้าที่ดินไม่ครบถ้วน เมื่อรังวัดที่ดินแล้วพบว่าที่ดินขาดหายไปบางส่วนจริง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเรียกเงินราคาที่ดินบางส่วนคืนเป็นกรณีสืบเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาซื้อขายที่ดิน จะนำอายุความ 1 ปี ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาบังคับไม่ได้ เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับใช้อายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30  (หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินที่โจทก์จ่ายไปตามสัญญาซื้อขายไม่ถือว่าเป็นเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปและเป็นเงินที่จำเลยได้มาเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันจะถือได้ว่าเป็นลาภมิควรได้ที่ตกแก่จำเลยซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยภายในอายุความ 1 ปี )

ฟ้องเรียกคืนเงินตามสัญญาซื้อขาย อายุความ 10 ปี (หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 419) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2567 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลย มีบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินว่า หากรังวัดที่แล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน จำเลยยินยอมคืนเงินโจทก์ตามส่วนที่ดินซึ่งขาดไป เป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยมีข้อตกลงการคืนเงินถ้าที่ดินไม่ครบถ้วน เมื่อรังวัดที่ดินแล้วพบว่าที่ดินขาดหายไปบางส่วนจริง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเรียกเงินราคาที่ดินบางส่วนคืนเป็นกรณีสืบเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาซื้อขายที่ดิน จะนำอายุความ 1 ปี ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาบังคับไม่ได้ เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับใช้อายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 (หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินที่โจทก์จ่ายไปตามสัญญาซื้อขายไม่ถือว่าเป็นเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปและเป็นเงินที่จำเลยได้มาเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันจะถือได้ว่าเป็นลาภมิควรได้ที่ตกแก่จำเลยซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยภายในอายุความ 1 ปี )

ฟ้องเรียกคืนเงินตามสัญญาซื้อขาย อายุความ 10 ปี (หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, 419)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2567
โจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลย มีบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายที่ดินว่า หากรังวัดที่แล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ไม่ครบถ้วนตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน จำเลยยินยอมคืนเงินโจทก์ตามส่วนที่ดินซึ่งขาดไป เป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยมีข้อตกลงการคืนเงินถ้าที่ดินไม่ครบถ้วน เมื่อรังวัดที่ดินแล้วพบว่าที่ดินขาดหายไปบางส่วนจริง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเรียกเงินราคาที่ดินบางส่วนคืนเป็นกรณีสืบเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาซื้อขายที่ดิน จะนำอายุความ 1 ปี ฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาบังคับไม่ได้ เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับใช้อายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

(หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินที่โจทก์จ่ายไปตามสัญญาซื้อขายไม่ถือว่าเป็นเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปและเป็นเงินที่จำเลยได้มาเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันจะถือได้ว่าเป็นลาภมิควรได้ที่ตกแก่จำเลยซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยภายในอายุความ 1 ปี )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566 การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาลักษณะที่รวมการเช่าระยะแรก 30 ปี แต่กำหนดมีคำมั่นที่โจทก์จะให้เช่าอีกสองคราว คราวละ 30 ปี ในวันเดียวกัน ทั้งจำเลยยังชำระเงินการเช่าสองคราว คราวละ 30 ปี เช่นที่กล่าวข้างต้น ไม่มีรายละเอียดกำหนดค่าเช่าใหม่ เงื่อนไขการเช่าใหม่ ทั้ง ๆ ที่กำหนดระยะเวลายาวนานล่วงเลยไปแล้วถึง 30 ปี จะให้ต่อระยะเวลาเช่าไปอีก 2 คราว คราวละ 30 ปี รวมเป็น 90 ปี ซึ่งปกติสภาพความเจริญของที่ดิน สภาวะเศรษฐกิจ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่การทำคำมั่นของโจทก์จำเลยเท่ากับถือตามอัตราค่าเช่าเดิม เงื่อนไขการเช่าเดิมทุกประการ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์จำเลยต่างประสงค์หลีกเลี่ยง ป.พ.พ. มาตรา 540 ที่ห้ามเช่าเกิน 30 ปี ฉะนั้นสัญญาส่วนที่เป็นคำมั่นที่จะต่อสัญญาเช่าอีก 2 คราว ๆ ละ 30 ปี จึงตกเป็นโมฆะ เนื่องจากวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายชัดแจ้ง และกรณีไม่อาจจะให้ตีความเป็นสัญญาบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อให้มีผลบังคับต่อไปตามที่จำเลยฎีกา เพราะมิฉะนั้นวัตถุประสงค์ของ ป.พ.พ. มาตรา 540 ดังกล่าวย่อมจะไร้ผลบังคับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566 การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาลักษณะที่รวมการเช่าระยะแรก 30 ปี แต่กำหนดมีคำมั่นที่โจทก์จะให้เช่าอีกสองคราว คราวละ 30 ปี ในวันเดียวกัน ทั้งจำเลยยังชำระเงินการเช่าสองคราว คราวละ 30 ปี เช่นที่กล่าวข้างต้น ไม่มีรายละเอียดกำหนดค่าเช่าใหม่ เงื่อนไขการเช่าใหม่ ทั้ง ๆ ที่กำหนดระยะเวลายาวนานล่วงเลยไปแล้วถึง 30 ปี จะให้ต่อระยะเวลาเช่าไปอีก 2 คราว คราวละ 30 ปี รวมเป็น 90 ปี ซึ่งปกติสภาพความเจริญของที่ดิน สภาวะเศรษฐกิจ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่การทำคำมั่นของโจทก์จำเลยเท่ากับถือตามอัตราค่าเช่าเดิม เงื่อนไขการเช่าเดิมทุกประการ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์จำเลยต่างประสงค์หลีกเลี่ยง ป.พ.พ. มาตรา 540 ที่ห้ามเช่าเกิน 30 ปี ฉะนั้นสัญญาส่วนที่เป็นคำมั่นที่จะต่อสัญญาเช่าอีก 2 คราว ๆ ละ 30 ปี จึงตกเป็นโมฆะ เนื่องจากวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายชัดแจ้ง และกรณีไม่อาจจะให้ตีความเป็นสัญญาบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อให้มีผลบังคับต่อไปตามที่จำเลยฎีกา เพราะมิฉะนั้นวัตถุประสงค์ของ ป.พ.พ. มาตรา 540 ดังกล่าวย่อมจะไร้ผลบังคับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2566 การที่โจทก์จำเลยทำสัญญาลักษณะที่รวมการเช่าระยะแรก 30 ปี แต่กำหนดมีคำมั่นที่โจทก์จะให้เช่าอีกสองคราว คราวละ 30 ปี ในวันเดียวกัน ทั้งจำเลยยังชำระเงินการเช่าสองคราว คราวละ 30 ปี เช่นที่กล่าวข้างต้น ไม่มีรายละเอียดกำหนดค่าเช่าใหม่ เงื่อนไขการเช่าใหม่ ทั้ง ๆ ที่กำหนดระยะเวลายาวนานล่วงเลยไปแล้วถึง 30 ปี จะให้ต่อระยะเวลาเช่าไปอีก 2 คราว คราวละ 30 ปี รวมเป็น 90 ปี ซึ่งปกติสภาพความเจริญของที่ดิน สภาวะเศรษฐกิจ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่การทำคำมั่นของโจทก์จำเลยเท่ากับถือตามอัตราค่าเช่าเดิม เงื่อนไขการเช่าเดิมทุกประการ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์จำเลยต่างประสงค์หลีกเลี่ยง ป.พ.พ. มาตรา 540 ที่ห้ามเช่าเกิน 30 ปี ฉะนั้นสัญญาส่วนที่เป็นคำมั่นที่จะต่อสัญญาเช่าอีก 2 คราว ๆ ละ 30 ปี จึงตกเป็นโมฆะ เนื่องจากวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายชัดแจ้ง และกรณีไม่อาจจะให้ตีความเป็นสัญญาบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเพื่อให้มีผลบังคับต่อไปตามที่จำเลยฎีกา เพราะมิฉะนั้นวัตถุประสงค์ของ ป.พ.พ. มาตรา 540 ดังกล่าวย่อมจะไร้ผลบังคับ