จงคิดบวกมากกว่าการคิดลบเพราะการคิดบวก จะทำให้เราเห็นโอกาส เพิ่มกำลังใจ สร้างความหวังกล้าที่จะเรียนรู้ ทำให้มีพลัง และมีความสุขแต่…การคิดลบ จะทำให้เรา เห็นแต่ปัญหาตัดกำลังใจ กดทับตัวเอง กลัวความล้มเหลวทำให้หมดพลัง และไม่มีความสุขสุทธิชัย ปัญญโรจน์www.drsuthichai.com

จงคิดบวกมากกว่าการคิดลบเพราะการคิดบวก จะทำให้เราเห็นโอกาส เพิ่มกำลังใจ สร้างความหวังกล้าที่จะเรียนรู้ ทำให้มีพลัง และมีความสุขแต่…การคิดลบ จะทำให้เรา เห็นแต่ปัญหาตัดกำลังใจ กดทับตัวเอง กลัวความล้มเหลวทำให้หมดพลัง และไม่มีความสุขสุทธิชัย ปัญญโรจน์www.drsuthichai.com

จงคิดบวกมากกว่าการคิดลบ
เพราะการคิดบวก จะทำให้เรา
เห็นโอกาส เพิ่มกำลังใจ สร้างความหวัง
กล้าที่จะเรียนรู้ ทำให้มีพลัง และมีความสุข
แต่…การคิดลบ จะทำให้เรา เห็นแต่ปัญหา
ตัดกำลังใจ กดทับตัวเอง กลัวความล้มเหลว
ทำให้หมดพลัง และไม่มีความสุข
สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

อย่าล่ามโซ่ตรวน ไว้ที่ข้อเท้าของตนเองอย่่ากักขังตัวเอง ไว้ในกรงขังที่มีชื่อว่า  ความกลัวสุทธิชัย ปัญญโรจน์www.drsuthichai.com

อย่าล่ามโซ่ตรวน ไว้ที่ข้อเท้าของตนเองอย่่ากักขังตัวเอง ไว้ในกรงขังที่มีชื่อว่า ความกลัวสุทธิชัย ปัญญโรจน์www.drsuthichai.com

อย่าล่ามโซ่ตรวน ไว้ที่ข้อเท้าของตนเองอย่่ากักขังตัวเอง ไว้ในกรงขังที่มีชื่อว่า ความกลัวสุทธิชัย ปัญญโรจน์www.drsuthichai.com

อย่าปล่อยให้ความล้มเหลว ความกลัวในอดีตมาทำลายความมั่นใจของคุณในวันนี้สุทธิชัย ปัญญโรจน์www.drsuthichai.com

อย่าปล่อยให้ความล้มเหลว ความกลัวในอดีตมาทำลายความมั่นใจของคุณในวันนี้สุทธิชัย ปัญญโรจน์www.drsuthichai.com

อย่าปล่อยให้ความล้มเหลว ความกลัวในอดีต
มาทำลายความมั่นใจของคุณในวันนี้
สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com

คำถามที่พบบ่อย คือลูกจ้างเป็นพนักงานขาย นำเงินที่ลูกค้าชำระรับไปเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ค่าดาวน์รถและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลูกจ้างจะ  มีความผิดฐานลักทรัพย์ หรือมีความผิดฐานยักยอก ตอบ ความผิดฐานลักทรัพย์  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2387/2564          จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายรถยนต์ให้ลูกค้าของผู้เสียหายและเก็บเงินจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ด่าดาวน์รถกับ คำใช้จ่ายอื่น ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายรถซึ่งได้รับจากลูกค้าที่ซื้อรถจากผู้เสียหาย เงินจำนวนต่าง ๆ ที่จำเลยรับไว้จากลูกค้า เป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าผู้มาซื้อรถ จำเลยเพียงแต่รับเงินและยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยรับ เงินจากลูกค้าของผู้เสียหายรวม 7 ครั้งแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ ทนายโทนี่

คำถามที่พบบ่อย คือลูกจ้างเป็นพนักงานขาย นำเงินที่ลูกค้าชำระรับไปเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ค่าดาวน์รถและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลูกจ้างจะ มีความผิดฐานลักทรัพย์ หรือมีความผิดฐานยักยอก ตอบ ความผิดฐานลักทรัพย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2387/2564 จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายรถยนต์ให้ลูกค้าของผู้เสียหายและเก็บเงินจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ด่าดาวน์รถกับ คำใช้จ่ายอื่น ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายรถซึ่งได้รับจากลูกค้าที่ซื้อรถจากผู้เสียหาย เงินจำนวนต่าง ๆ ที่จำเลยรับไว้จากลูกค้า เป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าผู้มาซื้อรถ จำเลยเพียงแต่รับเงินและยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยรับ เงินจากลูกค้าของผู้เสียหายรวม 7 ครั้งแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ ทนายโทนี่

คำถามที่พบบ่อย คือลูกจ้างเป็นพนักงานขาย นำเงินที่ลูกค้าชำระรับไปเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ค่าดาวน์รถและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ลูกจ้างจะ มีความผิดฐานลักทรัพย์ หรือมีความผิดฐานยักยอก
ตอบ ความผิดฐานลักทรัพย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2387/2564
จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายรถยนต์ให้ลูกค้าของผู้เสียหายและเก็บเงินจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ด่าดาวน์รถกับ คำใช้จ่ายอื่น ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายรถซึ่งได้รับจากลูกค้าที่ซื้อรถจากผู้เสียหาย เงินจำนวนต่าง ๆ ที่จำเลยรับไว้จากลูกค้า เป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าผู้มาซื้อรถ จำเลยเพียงแต่รับเงินและยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยรับ เงินจากลูกค้าของผู้เสียหายรวม 7 ครั้งแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐาน ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก
ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ ทนายโทนี่

คดี รับของโจร มีประเด็นข้อต่อสู้ ดังนี้ 1. เจ้าของทรัพย์สินที่นำไปขายนั้น เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงหรือไม่แต่หากว่าทรัพย์สินนั้นผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด กฎหมายไม่รับรองคุ้มครอง 2. ต้องวิเคราะห์ว่าการกระทำของผู้ที่ได้นำเอาทรัพย์สินมาขายให้นั้น มีความผิด 8 ฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่น ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง กระโชก รีดเอาทรัพย์ (ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๗)3.ราคาของทรัพย์สินที่ซื้อเทียบกับราคาท้องตลาด หากแตกต่างกันมาก เช่น ซื้อต่ำกว่าราคาปกติมาก อาจมีข้อพิรุธว่าจำเลยรู้ว่าทรัพย์มาจากการกระทำความผิด(ราคาตลาด 130,000บาทรับซื้อแค่ 3,500 บาท) 4.ผู้ขายมีข้อพิรุธหรือไม่ เช่น อายุ อาชีพ รายได้ รูปลักษณ์ลักษณะ บุคลิกภาพ ไม่ได้ขายของเป็นอาชีพ ฯลฯ (ตัวอย่าง เด็กเอาทองไปขายให้ห้างทอง) 5.ลักษณะทรัพย์สิน  มีข้อพิรุธ มีทะเบียนของทรัพย์สิน หรือไม่เช่น มีร่องรอยการ ขูด เขียน ลบ ต่อเติม เสริมแต่ง หรือหากว่าเป็นทรัพย์สินที่มีทะเบียน แต่จำเลยไม่ได้ตรวจสอบ อาจแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ไม่ดี (หากเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีทะเบียนอาจจะยากต่อการตรวสอบ เช่น พระเครื่อง ) 6.มีการออกหลักฐานหรือเอกสารต่างๆ ในการรับซื้อทรัพย์สิน หรือไม่เช่น เอกสาร สัญญา บัญชี ใบเสร็จรับเงิน ทะเบียน อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการรับซื้อด้วยความสุจริต แต่หากไม่มีการออกหลักฐานหรือเอกสารต่างๆ อาจส่อให้เห็นถึงความมีพิรุธหรือเจตนารมณ์ที่ไม่ดีได้7.การกระทำของจำเลยที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ  เช่น การไม่หลบหนี การให้การที่เป็นประโยชน์ ตรงไปตรงมา ไม่ปกปิด ส่อให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจ แต่หากมีการกระทำในลักษณะไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ปกปิด หลบเลี่ยง ไม่พูดความจริง อาจแสดงให้เห็นข้อพิรุธทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ ทนายโทนี่

คดี รับของโจร มีประเด็นข้อต่อสู้ ดังนี้ 1. เจ้าของทรัพย์สินที่นำไปขายนั้น เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงหรือไม่แต่หากว่าทรัพย์สินนั้นผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด กฎหมายไม่รับรองคุ้มครอง 2. ต้องวิเคราะห์ว่าการกระทำของผู้ที่ได้นำเอาทรัพย์สินมาขายให้นั้น มีความผิด 8 ฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่น ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง กระโชก รีดเอาทรัพย์ (ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๗)3.ราคาของทรัพย์สินที่ซื้อเทียบกับราคาท้องตลาด หากแตกต่างกันมาก เช่น ซื้อต่ำกว่าราคาปกติมาก อาจมีข้อพิรุธว่าจำเลยรู้ว่าทรัพย์มาจากการกระทำความผิด(ราคาตลาด 130,000บาทรับซื้อแค่ 3,500 บาท) 4.ผู้ขายมีข้อพิรุธหรือไม่ เช่น อายุ อาชีพ รายได้ รูปลักษณ์ลักษณะ บุคลิกภาพ ไม่ได้ขายของเป็นอาชีพ ฯลฯ (ตัวอย่าง เด็กเอาทองไปขายให้ห้างทอง) 5.ลักษณะทรัพย์สิน มีข้อพิรุธ มีทะเบียนของทรัพย์สิน หรือไม่เช่น มีร่องรอยการ ขูด เขียน ลบ ต่อเติม เสริมแต่ง หรือหากว่าเป็นทรัพย์สินที่มีทะเบียน แต่จำเลยไม่ได้ตรวจสอบ อาจแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ไม่ดี (หากเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีทะเบียนอาจจะยากต่อการตรวสอบ เช่น พระเครื่อง ) 6.มีการออกหลักฐานหรือเอกสารต่างๆ ในการรับซื้อทรัพย์สิน หรือไม่เช่น เอกสาร สัญญา บัญชี ใบเสร็จรับเงิน ทะเบียน อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการรับซื้อด้วยความสุจริต แต่หากไม่มีการออกหลักฐานหรือเอกสารต่างๆ อาจส่อให้เห็นถึงความมีพิรุธหรือเจตนารมณ์ที่ไม่ดีได้7.การกระทำของจำเลยที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ เช่น การไม่หลบหนี การให้การที่เป็นประโยชน์ ตรงไปตรงมา ไม่ปกปิด ส่อให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจ แต่หากมีการกระทำในลักษณะไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ปกปิด หลบเลี่ยง ไม่พูดความจริง อาจแสดงให้เห็นข้อพิรุธทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ ทนายโทนี่

คดี รับของโจร มีประเด็นข้อต่อสู้ ดังนี้ 1. เจ้าของทรัพย์สินที่นำไปขายนั้น เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงหรือไม่แต่หากว่าทรัพย์สินนั้นผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด กฎหมายไม่รับรองคุ้มครอง 2. ต้องวิเคราะห์ว่าการกระทำของผู้ที่ได้นำเอาทรัพย์สินมาขายให้นั้น มีความผิด 8 ฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่น ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง กระโชก รีดเอาทรัพย์ (ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๗)3.ราคาของทรัพย์สินที่ซื้อเทียบกับราคาท้องตลาด หากแตกต่างกันมาก เช่น ซื้อต่ำกว่าราคาปกติมาก อาจมีข้อพิรุธว่าจำเลยรู้ว่าทรัพย์มาจากการกระทำความผิด(ราคาตลาด 130,000บาทรับซื้อแค่ 3,500 บาท) 4.ผู้ขายมีข้อพิรุธหรือไม่ เช่น อายุ อาชีพ รายได้ รูปลักษณ์ลักษณะ บุคลิกภาพ ไม่ได้ขายของเป็นอาชีพ ฯลฯ (ตัวอย่าง เด็กเอาทองไปขายให้ห้างทอง) 5.ลักษณะทรัพย์สิน มีข้อพิรุธ มีทะเบียนของทรัพย์สิน หรือไม่เช่น มีร่องรอยการ ขูด เขียน ลบ ต่อเติม เสริมแต่ง หรือหากว่าเป็นทรัพย์สินที่มีทะเบียน แต่จำเลยไม่ได้ตรวจสอบ อาจแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ไม่ดี (หากเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีทะเบียนอาจจะยากต่อการตรวสอบ เช่น พระเครื่อง ) 6.มีการออกหลักฐานหรือเอกสารต่างๆ ในการรับซื้อทรัพย์สิน หรือไม่เช่น เอกสาร สัญญา บัญชี ใบเสร็จรับเงิน ทะเบียน อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีการรับซื้อด้วยความสุจริต แต่หากไม่มีการออกหลักฐานหรือเอกสารต่างๆ อาจส่อให้เห็นถึงความมีพิรุธหรือเจตนารมณ์ที่ไม่ดีได้7.การกระทำของจำเลยที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ เช่น การไม่หลบหนี การให้การที่เป็นประโยชน์ ตรงไปตรงมา ไม่ปกปิด ส่อให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจ แต่หากมีการกระทำในลักษณะไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ปกปิด หลบเลี่ยง ไม่พูดความจริง อาจแสดงให้เห็นข้อพิรุธทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์ ทนายโทนี่