Spread, Commission และ Swap ต่างกันอย่างไร และค่าใช้จ่ายเหล่านี้กระทบผลลัพธ์อย่างไร

นักลงทุนมือใหม่หลายคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ตลาดการเงินมักจะโฟกัสไปที่เรื่องจุดเข้าซื้อ การวิเคราะห์กราฟ หรือทำกำไรให้ได้ตามเป้าหมาย จนบางครั้งลืมคำนวณต้นทุนการแฝงที่เกิดขึ้นในทุกๆ ออเดอร์ ซึ่งการเลือกบริการจาก โบรกเกอร์ Forex แต่ละแห่งนั้น ย่อมมาพร้อมกับโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ค่าใช้จ่ายหลักๆ อย่างค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอป ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่คอยกัดกินกำไรทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว หากไม่เข้าใจการทำงานและกลไกของค่าใช้จ่ายเหล่านี้ การวางแผนเทรดให้ได้กำไรในระยะยาวก็อาจกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด

 

ทำความเข้าใจ Spread ค่าส่วนต่างราคาที่ต้องจ่ายทันทีเมื่อเปิดออเดอร์

Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) กับราคาเสนอขาย (Ask) ที่เกิดขึ้นบนกระดานเทรด ทุกครั้งที่กดเปิดออเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งซื้อหรือฝั่งขาย คุณจะพบว่าตำแหน่งของราคาเริ่มต้นติดลบเสมอ นั่นคือต้นทุนค่าสเปรดที่ระบบหักออกไปในทันที

  • สเปรดแบบลอยตัว (Floating Spread) จะขยับขึ้นลงตามสภาพคล่องของตลาด ในช่วงที่ข่าวสำคัญออกหรือตลาดเปิดใหม่ๆ สเปรดจะกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • สเปรดแบบคงที่ (Fixed Spread) ตัวเลขจะถูกล็อกไว้คงที่ตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ต้องการคำนวณต้นทุนล่วงหน้าแบบเป๊ะๆ แต่ก็อาจแลกมาด้วยสเปรดที่สูงกว่าปกติในช่วงเวลาทั่วไป

เทรดเดอร์สายสแค็ลปิ้ง (Scalping) ที่เน้นเข้าออกไวและทำกำไรช่วงสั้นๆ จะได้รับผลกระทบจากค่าสเปรดมากที่สุด เพราะหากเลือกประเภทบัญชีที่มีสเปรดกว้าง ระยะทางที่กราฟต้องวิ่งเพื่อให้พอร์ตกลับมาเป็นบวกก็ยิ่งไกลขึ้น การมองหาช่องทางที่ให้สเปรดแคบจึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่สายเทรดสั้นให้ความสำคัญ

 

Commission ค่าธรรมเนียมการดำเนินงานต่อล็อตที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา

Commission คือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บตามปริมาณการส่งคำสั่งซื้อขาย โดยส่วนใหญ่มักคิดเป็นเงินดอลลาร์ต่อการเทรดปริมาณหนึ่งล็อต (Lot) ระบบจะหักค่าธรรมเนียมนี้ทันทีที่ออเดอร์ถูกส่งเข้าสู่ตลาดหรือตอนปิดสัญญา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละประเภทบัญชี

บัญชีประเภท ECN หรือ RAW Spread มักจะชูจุดเด่นด้วยการเสนอสเปรดที่แคบมากจนเกือบเป็นศูนย์ แต่จะไปเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบของคอมมิชชันแทน ซึ่งช่วยให้ราคาเสนอซื้อและเสนอขายบนกราฟมีความสะท้อนความเป็นจริงของตลาดกลางมากที่สุด

การเลือกใช้บัญชีแบบมีคอมมิชชันช่วยให้การคำนวณต้นทุนมีความแม่นยำ เหมาะสำหรับนักเทรดที่ใช้ระบบอัตโนมัติหรือ EA ในการรันออเดอร์ เพราะต้นทุนถูกล็อกไว้อย่างชัดเจนต่อขนาดการเทรด ไม่ต้องลุ้นว่าสเปรดจะถ่างกว้างจนทำให้จุดตัดขาดทุนคลาดเคลื่อน

 

Swap ดอกเบี้ยข้ามคืนที่เกิดขึ้นเมื่อถือออเดอร์ข้ามวัน

Swap คือค่าธรรมเนียมหรือผลตอบแทนที่เกิดจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงินที่คุณกำลังถือครองอยู่ โดยจะถูกคำนวณเมื่อถือออเดอร์ข้ามผ่านช่วงเวลาปิดตลาดของวันนั้นๆ (Rollover)

สวอปเป็นบวกและสวอปเป็นลบ

หากคุณถือครองสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยน คุณจะได้รับค่าสวอปเป็นบวก ซึ่งหมายถึงการได้เงินเพิ่มเข้ามาในพอร์ตแบบฟรีๆ ในทางกลับกัน หากถือสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า คุณจะต้องเสียค่าสวอปเป็นลบ ซึ่งเป็นต้นทุนตัดออกจากพอร์ตทุกๆ คืน

จังหวะการคิดสวอปคูณสาม

สิ่งที่ต้องระวังคือการถือออเดอร์ข้ามคืนวันพุธ เนื่องจากตลาดจะมีการคิดค่าสวอปทบรวมของวันเสาร์และวันอาทิตย์เข้าไปด้วย ทำให้คืนวันพุธมีการคิดค่าสวอปเป็นสามเท่าของวันปกติ สายถือยาวหรือ Swing Trader จึงต้องเช็กตารางอัตราดอกเบี้ยของคู่เงินนั้นๆ ให้ดีก่อนถือสัญญาข้ามสัปดาห์

 

ผลกระทบต่อกำไรสุทธิและการเลือกบัญชีให้เหมาะกับสไตล์การเทรด

ต้นทุนทั้งสามรูปแบบนี้ส่งผลต่อผลลัพธ์การลงทุนในมิติที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง การฝืนใช้ประเภทบัญชีที่ไม่เข้ากับกลยุทธ์การเทรด จะทำให้ผลตอบแทนลดลงอย่างน่าเสียดาย

  • นักเทรดระยะสั้น (Day Trader) ควรมองหาประเภทบัญชีที่ให้สเปรดต่ำและไม่มีคอมมิชชัน หรือบัญชี RAW ที่คิดค่าคอมมิชชันต่อล็อตในราคาถูก เพื่อให้ทำกำไรจากรอบการแกว่งตัวเล็กๆ ได้ไว
  • นักเทรดระยะยาว (Position Trader) ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องสเปรดมากนัก แต่ควรให้ความสำคัญกับค่าสวอปเป็นหลัก หรือเลือกใช้บัญชีประเภท Swap-Free ที่ไม่มีการคิดดอกเบี้ยข้ามคืน เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนถือครองค่อยๆ ลดทอนกำไรในระยะยาว

การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทผ่านข้อกำหนดของ โบรกเกอร์ Forex จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหาของถูก แต่เป็นการบริหารต้นทุนทางการเงินให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายของตนเอง ซึ่งจะช่วยรักษาผลกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจได้อย่างยั่งยืน