ฉีดฟิลเลอร์อย่างไรให้ปลอดภัยและสวยปัง พร้อมแนะนำทางเลือกธุรกิจจากโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง

ฉีดฟิลเลอร์อย่างไรให้ปลอดภัยและสวยปัง พร้อมแนะนำทางเลือกธุรกิจจากโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เป็นหนึ่งในเทคนิคทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมในวงการเสริมความงามในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการปรับปรุงรูปลักษณ์ใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ สดใส และสมดุล โดยไม่ต้องผ่าตัด ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อช่วยเติมเต็มพื้นที่ที่สูญเสียปริมาตร ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปทรงใบหน้าให้มีความสมส่วนมากยิ่งขึ้น

นอกจากผู้บริโภคแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจในธุรกิจความงามก็มักมองหา บริการรับผลิตเครื่องสำอาง ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่กับเทรนด์การเสริมความงาม เช่น ฟิลเลอร์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังฉีด เพื่อเสริมรายได้และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

ประโยชน์ของการฉีดฟิลเลอร์

1. ลดเลือนริ้วรอยและเส้นบางๆ
ฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มริ้วรอยที่เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจน เช่น ร่องแก้ม ริ้วรอยรอบดวงตา และรอบริมฝีปาก ทำให้ใบหน้าดูเรียบเนียนและอ่อนวัยขึ้น

2. เติมเต็มปริมาตรที่สูญเสีย
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวสูญเสียความแน่นกระชับ ฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มในบริเวณแก้ม ขมับ หรือใต้ตา ทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงขึ้น

3. ปรับรูปทรงใบหน้าให้สมดุล
สามารถใช้ปรับจมูก คาง หรือแนวกรามให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ที่มองหาทางเลือกที่ปลอดภัยและฟื้นตัวไว

4. เติมเต็มริมฝีปาก
ช่วยเพิ่มความอิ่มเอิบ ชุ่มชื้น และทำให้ริมฝีปากมีรูปร่างชัดเจนมากขึ้น เป็นการเสริมเสน่ห์ให้ใบหน้า

5. ลดรอยคล้ำใต้ตา
ฟิลเลอร์สามารถช่วยกลบร่องลึกใต้ตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความหมองคล้ำ ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

6. ยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย
เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณของความหย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วยยกผิวให้ดูกระชับขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแก้มและแนวกรอบหน้า

7. ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่ถาวร
ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่ผลิตจากกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) ซึ่งสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ ให้ผลลัพธ์ยาวนานประมาณ 6-18 เดือน


ข้อควรระวังและผลข้างเคียง

แม้การฉีดฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง เช่น บวม แดง ช้ำ หรืออาการรุนแรงจากการใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้คุณภาพ

เช่นเดียวกับธุรกิจด้านความงาม ผู้ที่สนใจเริ่มต้นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เช่น เซรั่มหรือครีมบำรุงผิวหลังฉีดฟิลเลอร์ ควรเลือก โรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง ที่มีความเชี่ยวชาญในสูตรที่เหมาะสมกับผิวหลังหัตถการ เพื่อให้ลูกค้าได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


สรุป

การฉีดฟิลเลอร์เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ เต็มอิ่ม และสมดุลมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดเลือนริ้วรอย เติมปริมาตร หรือยกกระชับผิว ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัด พร้อมผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่สนใจในธุรกิจความงาม การร่วมมือกับผู้ให้บริการ รับผลิตเครื่องสำอาง ที่เชี่ยวชาญ สามารถช่วยให้คุณสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์กับเทรนด์ความงามยุคใหม่ ทั้งในด้านการบำรุงผิวและการดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ได้อย่างครบวงจร

รับผลิตเครื่องสำอาง โรงงานผลิตเครื่องสำอาง

Cn corporation Co.,LTD. รับผลิตเครื่องสำอาง โดย โรงงานผลิตเครื่องสำอาง ที่ทันสมัย ผลิตตามมาตรฐาน ของกระทรวงสาธารณสุข มีสูตรมาตรฐานให้เลือกหลากหลายสูตร
อาทิ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ากระจ่างใส ลดเลือนฝ้ากระ, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว, ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย, ผลิตภัณฑ์ลดการแพ้ และการเกิดสิว, ผลิตภัณฑ์กันแดด, ผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพร, ผลิตภัณฑ์สปาแคร์,
ผลิตภัณฑ์ตกแต่งริมฝีปาก ลิปแมท ลิปมัน ลิปกรอส ลิปบาล์ม นอกจากนั้นเรายังมีบริการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์

ติดต่อเราได้ที่
🌐 เว็บไซต์: https://cncorporation.co.th
📞 โทร: 094-259-5695
📩 LINE: @cncorporation
📍 ที่อยู่: บริษัท ซีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด

เริ่มต้นแบรนด์ของคุณกับ โรงงานผลิตเครื่องสำอาง ที่คุณวางใจได้วันนี้! ✅

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่ง

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่ง

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ำเซาะพังคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2546จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ ต่อมาที่ดินพิพาทใต้อาคารบ้านที่จำเลยปลูกสร้างถูกน้ำกัดเซาะเป็นเหตุให้ตลิ่งพังทลายลงสู่แม่น้ำ ที่ดินพิพาทกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งโดยที่จำเลยยังคงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ตลอดมาซึ่งโจทก์ก็ยังคงสงวนสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เป็นค่าเช่าที่ดินพิพาทอยู่ มิได้ปล่อยทิ้งให้เป็นที่ชายตลิ่งที่ประชาชนทั่วไปจะเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทสิ้นสุดลงและล่วงเลยเวลาที่โจทก์ผ่อนผันให้จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่ง

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่ง

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ำเซาะพัง
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๓ – ๓๖๐/๒๕๐๗ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ นั้น การที่จะตีความว่า ถ้าที่ใดเป็นที่ชายตลิ่งแล้วย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เสมอไปนั้น
ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะจะต้องมีสภาพเป็นทรัพย์สินสําหรับพลเมืองใช้ร่วมกันด้วย
จําเลยปลูกอาคารลงในที่ดินของจําเลยแม้ภายใต้อาคารนั้นถูกน้ำเซาะพังลงกลายสภาพเป็น ที่ชายตลิ่ง แต่จําเลยก็ยังใช้สิทธิแห่งความเป็นเจ้าของ คงครอบครองอาคารและที่ดินนั้นอยู่ มิได้ทอดทิ้ง ปล่อยให้เป็นที่ชายตลิ่งสําหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว ที่พิพาทนั้นยังหาเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่
ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ำเซาะพัง

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ำเซาะพัง

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ำเซาะพัง

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๙๓/๒๕๒๓ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์
กับพวกอยู่ แม้น้ำจะเซาะที่ดินโจทก์กับพวกตรงที่พิพาทจนกลายสภาพเป็นที่ชายตลิ่งไปแล้วก็ตาม แต่โจทก์
กับพวกก็ยังใช้สิทธิเป็นเจ้าของโดยใช้เป็นทางเข้าออกอยู่ มิได้ทอดทิ้งให้เป็นที่สําหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ที่พิพาท จึงไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ําเซาะพังคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๑๕/๒๔๗๕ที่ดินที่ ถูกทางน้ําเซาะดินพัง แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นลําคลองสาธารณะ เจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์อยู่ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ําเซาะพังคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๑๕/๒๔๗๕ที่ดินที่ ถูกทางน้ําเซาะดินพัง แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นลําคลองสาธารณะ เจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์อยู่ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

คําพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับกรณีที่ดินชายตลิ่งที่ถูกน้ําเซาะพังคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๑๕/๒๔๗๕ที่ดินที่ ถูกทางน้ําเซาะดินพัง แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นลําคลองสาธารณะ เจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์อยู่ทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินได้รับข้อสันนิษฐานว่า

ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินได้รับข้อสันนิษฐานว่า

ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินได้รับข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายดีกว่าคำพิพากษาฎีกาที่ 4679/2559 ที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โจทก์ซื้อมาเมื่อปี 2535 ตามสารบัญจดทะเบียนในเอกสารดังกล่าวอันเป็นทะเบียนที่ดิน โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนั้นทนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตาย

ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตาย

ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 809 / 2545
โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. ผู้ตายให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ ท. ได้จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ไว้แม้โจทก์ฟ้องคดีหลังจาก ท. ถึงแก่ความตายไปเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสามแล้ว แต่บทบัญญัติดังกล่าวยกเว้นมิให้ใช้บังคับในกรณีสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามมาตรา 193/27 แม้คดีขาดอายุความแล้ว ก็ยังยอมให้โจทก์ผู้รับจำนองใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ท. ให้ชำระหนี้โจทก์จากทรัพย์สินที่จำนองได้
โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือแก่ ร. ทนายโจทก์ให้บอกกล่าวบังคับจำนอง แต่เมื่อ ร. ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 823 และถือว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแล้ว

ท. ผู้ตายเป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ส่วนจำเลยจะได้รับมรดกของผู้ตาย และผู้ตายจะมีทรัพย์มรดกหรือไม่ เป็นเรื่องต้องว่ากันในชั้นบังคับคดี

การนำเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่น

การนำเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่น

การนำเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่น ว่าการกระทำความผิดอาญาศาลยกฟ้อง การกระทำนี้จะถือว่าเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6430/2560การที่จำเลยกับ อ. เข้าไปเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันไปขายได้เงิน 713,733 บาท จริง ซึ่งรายได้ดังกล่าวเป็นดอกผลของทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ต้องแบ่งแก่ทายาททุกคนเท่าๆกัน แต่จำเลยกลับแบ่งให้โจทก์และ จ. ไม่เท่ากัน ส่วนที่เหลือจำเลยกับ อ. ได้ไปเกินกว่าส่วนแบ่งที่ตนควรจะได้รับ เมื่อฝ่ายโจทก์ทวงถาม ฝ่ายจำเลยกลับท้าให้โจทก์ฟ้อง พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกย่อมทำให้โจทก์เข้าใจได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันเบียดบังเอาเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันไปเป็นของตนโดยทุจริต ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกเงินผลผลิตปาล์มน้ำมันตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3573/2555 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลกล่าวหาจำเลยไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หาใช่โจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลยการที่จำเลยมาฟ้องโจทก์หาว่าโจทก์เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3893/2555 ของศาลชั้นต้น ทั้งที่รู้แล้วว่าเรื่องที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์เป็นความเท็จ จึงเป็นฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา 175 เมื่อจำเลยฟ้องเท็จแล้ว แม้ศาลจะยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามบทบัญญัติดังกล่าวอ้างอิง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175 ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาททนายโทนี่ ทนายสุทธิชัย ปัญญโรจน์

ทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ แม่น้ำเจ้าพระยาจึงถือว่าเป็นทางสาธารณะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567 ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ.มาตรา 1349 เป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม่สะดวกและไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้สิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์(ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ และ พิพากษากลับให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่)

ทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ แม่น้ำเจ้าพระยาจึงถือว่าเป็นทางสาธารณะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567 ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ.มาตรา 1349 เป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม่สะดวกและไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้สิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์(ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ และ พิพากษากลับให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่)

ทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ แม่น้ำเจ้าพระยาจึงถือว่าเป็นทางสาธารณะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567 ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ.มาตรา 1349 เป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม่สะดวกและไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้สิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์(ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ และ พิพากษากลับให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่)

หากผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สิน  ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567 (หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 728, 735)โจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้อง ช. เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่ ช. เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้อง ช. เป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้

หากผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สิน ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567 (หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 728, 735)โจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้อง ช. เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่ ช. เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้อง ช. เป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้

หากผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สิน  ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567
(หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 728, 735)

โจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้อง ช. เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่ ช. เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้อง ช. เป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้